RSS Submit
ISO 9001:2008 ปัจจัยความสำเร็จขององค์กรคุณภาพ

สาระน่ารู้

Ipad นวัตกรรมใหม่จากแอปเปิลที่ห่างจาก Iphone อยู่หลายขุม Apple Inc. รู้จักกันดีในนามของแอปเปิลที่ขยับตัวไปทางไหนเป็นข่าวไปหมด ถ้าหลายคนไม่รู้จักผมจะบอกว่ามันทำอะไร เจ้าของระบบปฏิบัติการที่เลิศหรูอย่าง MAC OS ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเสียงเพลงอย่าง Ipod หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไฮโซสุดๆอย่าง Iphone ว้าว… ทุกคนคงเริ่มรู้จักแล้วสินะครับ
เกิดอะไรกันหนอกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของ Apple ที่สรรค์สร้างเทคโนโลยีสุดแสนจะไฮเทคลํ้าโลกขนาดนี้ พระเจ้าที่แท้แกก็ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Ipad มาทับถม Iphone ที่ออกตัวไปได้ไม่นาน
อยากอุทานออกมาดังๆเลยว่ามายกอด โดยลักษณะทั่วไปก็คือ สี่เหลี่ยมโค้งมน มีขนาดใหญ่กว่าไอโฟนมาก เพราะว่าเขาต้องการที่จะเพิ่มมัลติฟังค์ชั่นเสริมเข้าไปมากมาย คล้ายๆกับอีบุ๊คทั่วไปไม่ผิดไปเลย
คุณสมบัติที่เทพเอาการคือ ใช้ระบบปฏิบัติการ เว็บบราวเซอร์คือ Safari สามารถดูวีดีโอได้อย่างคมชัด ได้รับอรรถรสในการชมกันอย่างเต็มที่ไม่มีคีย์แพทมากวนใจ สามารถดูวีดีโอจากยูทูปในลักษณะฟุลสกรีน Full Screen มี app store มี Ibooks แผนที่โลกที่คมชัดสุดๆที่ถ่ายทอดสัญญาณจากดาวเทียม มีอย่างอื่นอีกมากมาย ที่ห่างชั้นจาก Iphone หลา่ยขุมยิ่งนัก แต่ทว่าเรื่องนี้มันเป็นข่าวที่ดังมาก ที่สำนักพิมพ์ใหญ่อย่างไทยรัฐได้นำมาตีแผ่ โดยผมขอเรียบร้อยในสไตล์ของผมนะครับ
สตีฟ จอบส์ เปิดตัว “แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์” หรือ “iPad”กลางดึกที่ผ่านมา ราคาไม่โหด เริ่มต้น 499 ดอลลาร์ วันนี้ 29 มกราคม 2553 ราคาแลกเปลี่ยน 1 ดอลล่าห์เป็นเงิน32.8334 บาท ราคาตอนนี้ประมาณ 16,383.8666 บาท ซึ่งราคา Ipad ก็ถูกว่าไอโฟนหลายขุม ขายครั้งแรกเดือนมีนาคมที่สหรัฐฯ ส่วนประเทศอื่นรอหน้าร้อนนี้ได้สัมผัสแน่…
สำหรับคุณสมบัติของ iPad เปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่าง iPhone กับ MacBook เป็นอุปกรณ์มัลติมีเดีย ที่สามารถเป็นได้ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ อัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ เพลง การพิมพ์ข้อมูล วิดีโอเกมส์ รวมถึงสามารถใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ของ iPhone ได้ ทั้งนี้ iPad มาพร้อมหน้าจอสัมผัส LED-backlit ขนาด 9.7 นิ้ว โปรเซสเซอร์ 1 GHz ความละเอียด 1024×768 หน่วยความจำตั้งแต่ 16 , 32 และ 64 GB แบตเตอรี่ Lithium Ion สามารถใช้งานติดต่อได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ขนาดโดยรวม 9.56 x7.47×0.5 นิ้ว หนักราว 1.5 ปอนด์ (0.68 กิโลกรัม) ครึ่งโลประมาณนั้น
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จากค่าย Apple Inc. จะวางขายครั้งแรกในเดือนมีนาคม ที่สหรัฐอเมริกา สำหรับรุ่น WiFi เท่านั้น และมีกำหนดปล่อยตัวรุ่น WiFi + 3G ช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ สำหรับราคาที่วางขายในตลาดประเทศอื่น สตีฟ จอบส์ ยังไม่เปิดเผยขณะนี้ แต่จะประกาศภายในช่วงฤดูร้อนปี 2553 แน่นอน
ฮ่าๆประเทศไทยคงรอชาติหน้าตามฟอร์ม ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ เว็บแอปเปิล เว็บอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท

ขอบคุณที่มาจาก : classifiedthai.com
โดย anchanee    เมื่อ 30-03-2010 14:28:28                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - มิเตอร์ไฟแบบเติมเงิน จ่ายก่อนเปิดสวิตช์ มือถือเติมเงินยังมีได้ ใครๆก็ใช้กัน แล้วทำไมมิเตอร์ไฟฟ้าแบบเติมเงินจะมีไม่ได้ ระบบนี้ยังช่วยแก้ปัญหาการใช้ไฟฟ้าฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็น
นายอภิชาต อัครปรีดี ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยชนะเซลล์ แอนด์ เซอร์วิส กล่าวว่า มิเตอร์ไฟฟ้าแบบเติมเงิน จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าตระหนักถึงการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า เพราะเป็นระบบที่ต้องซื้อหน่วยไฟฟ้าก่อนใช้งานจริง
“มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะดังกล่าว เหมาะจะนำไปใช้งานในธุรกิจห้องเช่า หรือพื้นที่ให้เช่า เพื่อความสะดวกในการคิดค่าไฟฟ้า เนื่องจากผู้เช่าจะต้องซื้อหน่วยไฟฟ้าก่อนใช้งาน เมื่อหมดก็เติมได้โดยผ่านระบบออนไลน์ ผู้ให้เช่าไม่ต้องเดินไปจดเลขหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จากมิเตอร์หน้าห้องด้วยตัวเองอีกต่อไป
มิเตอร์ไฟฟ้าระบบเติมเงิน บริษัทพัฒนาขึ้นจากมิเตอร์ไฟฟ้าต้นแบบที่ซื้อมาจากจีน โดยนำมาปรับให้เหมาะกับการใช้งานของคนไทย ทั้งภาษาที่ใช้ในซอฟต์แวร์การเติมเงินที่เป็นภาษาไทย และการแสดงผลที่เข้าใจง่าย จากการอ่านตัวเลขแสดงหน่วยไฟฟ้าที่คงเหลือจากการเติมออนไลน์
ผู้ประกอบการเพียงนำมิเตอร์ไปติดตั้งบริเวณหน้าห้องเช่าแต่ละห้อง หรือพื้นที่ให้เช่าที่ต้องการ จากนั้นให้ผู้ใช้บริการนำการ์ดที่ได้รับ 1 ใบ ลงทะเบียนบันทึกข้อมูล อาทิ เลขมิเตอร์ ประวัติเจ้าของที่ใช้งานการ์ดดังกล่าว ข้อมูลการใช้งานการ์ดตั้งแต่เริ่มต้น จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อแต่ละครั้ง เป็นต้น
วิธีการใช้งาน ผู้ใช้ต้องนำการ์ดที่ได้จากผู้ให้เช่า นำไปซื้อหน่วยไฟฟ้าจากเจ้าหน้าที่ของอาคารที่ให้บริการพร้อมระบุว่าจะซื้อหน่วยไฟฟ้าใส่การ์ดตัวเองกี่หน่วย โดยราคาขึ้นอยู่กับเจ้าของกิจการจะตั้งตามเกณฑ์ค่าเช่าที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย จากนั้นทำการเพิ่มหน่วยไฟฟ้าใส่การ์ดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
ผู้ใช้มีหน้าที่นำการ์ดที่ซื้อหน่วยไฟฟ้าออนไลน์แล้ว ไปเสียบที่มิเตอร์เพื่อเติมหน่วยไฟฟ้าที่มิเตอร์ตัวเองเพื่อใช้งาน โดยหน้าจอของมิเตอร์จะแสดงผลเป็นเลขไม่เกิน 4 หลัก หรือ 9999 หน่วยให้เห็นว่ามีหน่วยไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้กี่หน่วย
เจ้าของผลงาน กล่าวต่อว่า นวัตกรรมดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้เช่ารู้จักการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดมากยิ่งขึ้น ไม่เปิดไฟฟ้าทิ้งขว้าง เพราะจะต้องซื้อหน่วยไฟฟ้าและจ่ายเงินค่าไฟฟ้าก่อนใช้งานนั่นเอง ทั้งยังสามารถดูหน่วยไฟฟ้าที่คงเหลือได้ตลอดเวลาจากหน้าจอมิเตอร์
“ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนเพียง 3,000 บาทต่อเครื่อง แต่ประโยชน์ที่เกิดคือ ไม่ต้องเสียเวลาเดินจดมิเตอร์หน้าห้อง ซึ่งบางครั้งอาจมีปัญหาเรื่องการจดตัวเลขมิเตอร์คลาดเคลื่อน รวมถึงได้รับเงินค่าไฟฟ้าก่อนที่ให้บริการ”
ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนนารี ในปี 2550 และนำเสนอในงานของสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ประกอบการจากภาคเอกชนที่สนใจนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์
ขณะนี้อยู่ระหว่างทำตลาดซึ่งมีผู้สนใจนำไปใช้งานแล้วหลายแห่ง อาทิ วัดคลองเตยใน กทม. สำหรับติดตั้งในกุฏิเณร เพื่อให้รู้จักการประหยัดและใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า พื้นที่ให้เช่าของรีสอร์ทใน จ.ภูเก็ต และอพาร์ทเมนท์ให้เช่าในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งได้ผลดีในด้านการลดการใช้พลังงานเป็นอย่างดี

ที่มา:classcifiedthai.com โดย anchanee    เมื่อ 19-02-2010 15:04:23                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - คอมพิวเตอร์แห่งอนาคต ของยุค 2020 คอมพิวเตอร์แห่งอนาคต เล็กแค่เพียงปลายปากกา (เจ๋งจริงๆ)
กับ ปากากคอมพิวเตอร์ นวัตกรรมใหม่แห่งปี 2020 ที่ญี่ปุ่นได้พัฒนาขึ้น
ให้คอมพิวเตอร์นั้นมีขนาดเล็กเหมาะกับการพกพา และการทำงานอย่างแท้จริง
เป็นอีกครั้งที่ญี่ปุ่น ต้องการพัฒนาคอมพิวเตอร์ PC ให้กลายเป็นปากกาพกพา
เสมือนว่ามี... คีย์บอร์ด และจอภาพ สำหรับใช้งานให้อยู่ในตัวปากกาเพียงด้ามเดียว
และการทำงานทำได้บนพื้นผิวแบบระบบสัมผัส โดยผ่านการสั่งงานจาก บูรธูท
ถ้าไงลองมาดูการทำงานของ "ปากกาคอมพิวเตอร์" ด้ามนี้กัน

แต่แนวคิดนี้จะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็คงต้องมารอดูกันในปี 2020 ข้างหน้านี้
ว่าพวกเราจะมีโอกาสได้ใช้ "ปากกาคอมพิวเตอร์" ไฮเทคด้ามนี้กันรึป่าว
หรือว่าจะเป็นแค่เพียงแนวคิดเท่านั้น

ที่มา : classifiedthai.com โดย anchanee    เมื่อ 18-02-2010 01:59:04                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - นัยน์ตากับคอมพิวเตอร์ ตอนที่ 2 คุณต้องการแว่นตาหรือไม่
ปัญหาของการมองที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่น้อยเลยในวัยทำงานที่ยังคงปล่อยปะละเลยในการแก้ไขปัญหาของสายตามที่มีปัญหา
ความต้องการในขณะทำงาน
นัยน์ตาที่มีการใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำมักต้องการสภาพแวดล้อมในการใช้สายตา ซึ่งแต่ละคนก็มีความต้องการแตกต่างกันไป และสุขภาพตาที่ดีพออาจช่วยแก้ปัญหาของนัยน์ตาได้ โดยสามารถรับมือกับปัญหาที่ทรมานนัยน์ตาได้แต่ก็คงไม่มากนัก

ปัญหาที่มักเกิดกับนัยน์ตา
แว่นตาและคอนแทคเลนส์ได้ออกแบบมาสำหรับแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปตามสภาพของนัยน์ตา
Myopia
ภาวะสายตาสั้นเป็นภาวะที่ไม่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะที่ตั้งไว้ไกลเกินจากโฟกัสของสายตา โดยที่จุดโฟกัสของภาพที่มองตกก่อนที่จะถึงจอรับภาพของนัยน์ตา คนที่สายตาสั้นบางคนเท่านั้นที่อาจจะไม่ต้องอาศัยแว่นตาและทำงานอยู่กับคอมพิวเตอร์ได้อย่างสบาย แต่เมื่อเกิดภาวะสายตาสั้นมากขึ้น ก็จะปรากฎท่าทางที่บ่งบอกว่านัยน์ตานั้นเริ่มแย่แล้ว โดยจะนั่งใกล้ติดกับจอคอมพิวเตอร์มากเกินไป และอาจจะเกิดผลอย่างอื่นตามมาอีก
Hyperopia
ภาวะสายตายาวนี้จะมองเห็นได้ดีในระยะไกลโดยไม่ต้องอาศัยแว่นตา แต่จะมีผลกับการทำงานบ้าง ซึ่งโฟกัสที่ได้จากวัตถุในระยะไกลจะมองเห็นได้ดี แต่ถ้าเป็นการมองวัตถุที่อยู่ใกล้ ๆ นัยน์ตาจะต้องพยายามจับโฟกัสของวัตถุนั้น ฉะนั้นเมื่อต้องดูคำที่เขียนบนจอภาพก็จำเป็นต้องใช้สายตามองในระยะที่พอประมาณ คนที่สายตายาวจึงต้องพยายามใช้สายตาในการมองในระยะที่ใกล้จึงทำให้เกิดอาการเมื่อยกล้ามเนื้อตาหรือ
Astigmatism
ภาวะตาพร่านี้จะเกิดจากการผิดปกติของเลนส์ตาที่มีส่วนโค้งผิดปกติ ซึ่งเมื่อมองแล้วจะทำให้เกิดอาการเบลอไม่เกี่ยวกับระยะของวัตถุ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วปัญหาของภาวะสายตาสั้น หรือสายตายาว และภาวะตาพร่านั้นเมื่อถูกสะสมไว้ก็จะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา
Presbyopia
ภาวะนี้เป็นการสูญเสียความสามารถของโฟกัสไปตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมไปตามอายุของคนเรา โดยจุดโฟกัสของภาพที่มองเห็นตกเลยจอรับภาพ (เรตินา) และได้ภาพที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งภาวะนี้อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอเมื่อทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คงจะต้องอาศัยแว่นตา เพื่อให้ได้ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างสายตากับจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ
โดยทั่ว ๆ ไปผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จ้องมองแต่หน้าจอเป็นระยะเวลานาน ๆ ก็มักจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าเกร็งกล้ามเนื้อตา เพื่อให้ได้โฟกัสและทิศทางของสายตาที่จ้องมอง
ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มักจะกวาดสายตาในทิศทางที่ซ้ำ ๆ ในขณะทำงาน จึงก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตาได้ง่าย
แสงสว่างที่จ้ามากสำหรับนัยน์ตาและระยะของวัตถุ รวมทั้งการจับโฟกัสของสายตา ในภาวะสายตาสั้น นัยน์ตาก็จะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อมองภาพในระยะที่ไกล ส่วนใหญ่แล้วจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่สว่างมากจะช่วยลดความรุนแรงที่เกิดกับนัยน์ตาได้
ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มักจะทำงานอยู่ในบรรยากาศที่แห้ง ๆ ซึ่งควรจะมีการกะพริบตาบ่อย ๆ เพื่อที่จะลดภาวะที่เป็นอันตรายกับนัยน์ตา
อาการเตือนเมื่อต้องการแว่นตา
องค์การที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับนัยน์ตา The American Optometric Association (AOA) ได้กล่าวว่าอาการที่เกิดจากความเมื่อยนัยน์ตาของคุณอาจจะเป็นดังนี้
oอาการปวดศีรษะบ่อย ๆ
oอาการเบลอหรือเมื่อยล้านัยน์ตา
oการมองเห็นที่มัวพร่า
oความถี่ในการเกิดอุบัติเหตุ
oทำการจอดรถได้ยาก
oอ่านหนังสือพิมพ์หรือตัวอักษรเล็ก ๆ ได้ยาก
oเล่นกีฬาแย่ลง
oลดความสนใจในการทำงาน
การทดสอบสายตา
องค์การ AOA ได้แนะนำให้มีการตรวจสอบหรือทดสอบนัยน์ตาก่อนที่จะเริ่มทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์และติดตามผลการทดสอบทุก ๆ ปี
จากตัวเลขที่เพิ่มขึ้นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลสุขภาพตาพบว่าองค์ประกอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับสุขภาพนัยน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าองค์ประกอบอื่น ๆ จะไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลสุขภาพตาก็เริ่มมีการต่อต้านเกี่ยวกับการทำงานที่ใกล้เกินไปกับจอคอมพิวเตอร์ และการทำงานที่ทำให้ต้องใส่แว่นตา
แว่นตาและคอนแทคเลนส์
แว่นตาและคอนแทคเลนส์อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเฉพาะอย่างในขณะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ อาทิเช่น แว่นตาที่มีทั้งเลนส์มองระยะใกล้และระยะไกล (bifocal), trifocal และคอนแทคเลนส์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาโดยตรงสำหรับใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่มีการใส่คอนแทคเลนส์ก็อาจจะมีอาการเหมือนกับการมองไม่สัมพันธ์กัน วิธีการแก้ปัญหาก็อาจจะทำได้โดยเลือกแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ให้เหมาะกับสภาพสายตาและสภาวะแวดล้อมใน
Computer glasses
แว่นตาสำหรับงานคอมพิวเตอร์ โดยปกติแล้วจะออกแบบเน้นในเรื่องระยะทางจุดโฟกัสและมุมมองเพื่อให้คุณมองเห็นหน้าจอได้ง่าย แว่นตาที่มีราคาค่อนข้างแพงก็อาจจะช่วยลดการระคายเคืองของนัยน์ตาที่เมื่อยล้าได้ ประมาณ 40% ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เห็นปัญหาของนัยน์ตาที่เกิดจากการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และยอมรับว่าการใส่แว่นตามีส่วนช่วยในขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
Bifocals
แว่นตาสำหรับคนที่สายตาเริ่มเสื่อมไปตามธรรมชาติ (prebyopia) เป็นแว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์สองเลนส์คือเลนส์ที่มองในระยะปกติที่เหมาะสมกับสายตา และอีกเลนส์ที่เป็นเลนส์ล่างของแว่นตา สำหรับมองระยะใกล้ ๆ มีโฟกัสอยู่ที่ 16 นิ้ว หรือ 40 เซนติเมตรที่อยู่ระดับล่างของแว่นตา ที่ช่วยให้มองดีขึ้น อย่างเช่นการอ่านหนังสือบนโต๊ะหรือหนังสือที่อยู่ในมือ แต่ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ในการเปลี่ยนโฟกัสในการมองหรือการหันไปมองสิ่งต่าง ๆ แล้วหันกับมามองที่จอภาพจะทำให้เกิดอาการตาลาย ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการปวดคอและหลัง การทดสอบแว่นตา bifocal ซึ่งเป็นเลนส์ที่สามารถช่วยในการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้เลนส์ล่างในการมองระยะการทำงานที่ใกล้ ๆ การแก้ปัญหาเหล่านี้อาจจะใช้แว่นตาสำหรับงานคอมพิวเตอร์ช่วยก็ได้
Trifocal
เป็นเลนส์แว่นตาที่เลนส์ตรงกลางมีโฟกัสเหมาะสำหรับระยะการทำงานกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเลนส์ตรงกลางเหล่านี้เป็นเลนส์ที่ผู้ใช้เลือกและต้องการเป็นพิเศษในการสวมใส่ อย่างไรก็ตามผู้ที่ใส่แบบ trifocal ก็อาจจะมีความรู้สึกเกิดอาการตาลายได้บ่อย ๆ เนื่องจากมีเลนส์ที่บรรจุอยู่สามเลนส์และตาต้องคอยปรับโฟกัสอยู่เสมอ ซึ่งแว่นตาสำหรับงานคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะหรือแบบพิเศษ bifocal ก็อาจจะช่วยให้อาการเมื่อยกล้ามเนื้อตาหรือปวดตาลดน้อยลง
Progressive addition lenses
เป็นเลนส์ที่มีเลนส์พิเศษต่าง ๆ รวมอยู่ด้วยกันบนเลนส์หนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดจากความก้าวหน้าของการพัฒนาเลนส์ ให้เลนส์มีระยะโฟกัสที่ไล่ระดับกันไปบนเลนส์แว่นตาอันเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มจากเลนส์บนเป็นเลนส์ที่ช่วยให้เราสามารถมองวัตถุได้ในระยะไกล และเลนส์ล่างจะเป็นเลนส์ที่ช่วยในการมองวัตถุในระยะใกล้ ๆ โดยการกวาดตามองลงผ่านเลนส์แว่นตาแบบนี้จะช่วยเปลี่ยนระยะโฟกัสไปตามเลนส์ที่บรรจุอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นคุณสามารถที่จะมองได้ปกติเมื่อมีการเปลี่ยนระยะการมองเพื่อให้เห็นได้ใกล้หรือชัดขึ้น ผู้ใส่แว่นแบบนี้หลาย ๆ คนที่สามารถมองการพิมพ์ตัวอักษรบนจอได้เป็นระยะเวลานาน ๆ อย่างไรก็ตามยังมีแบบใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานในระยะใกล้ได้ดีเช่นกัน
Contact lense
ปกติคอนแทคเลนส์จะถูกออกแบบให้มีโฟกัสอยู่ที่ 20 ฟุต และอาจยังไม่ดีพอสำหรับการทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ที่มีความสว่างของจอภาพน้อย ซึ่งในขณะที่ใส่คอนแทคเลนส์ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีความรู้สึกเร็วมากกับอาการนัยน์ตาแห้ง และทำให้เกิดการระคายเคืองนัยน์ตาได้ จึงขอแนะนำว่าในบางครั้งควรจะสวมแว่นตาสำหรับทำงานกับคอมพิวเตอร์เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เช่นเดียวกับคอนแทคเลนส์ชนิด bifocal (เป็นเลนส์ที่มีเลนส์สองเลนส์ใกล้และไกล) ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ส่งท้าย
อาการปวดตาและเมื่อยล้าของนัยน์ตาก็คงจะเคยเกิดกับผู้ที่ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์บ้างแล้ว ซึ่งเกิดจากการจ้องมอง เพ่งมองตัวอักษรที่พิมพ์ออกทางจอภาพ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียหายให้กับดวงตาของเรา ฉะนั้นนัยน์ตาของคนเรานับว่ามีค่ายิ่งควรแก่การทนุถนอมไว้ โดยการหลีกเลี่ยงต้นเหตุ และป้องกันโดยการหยุดพักสายตาและกะพริบตาบ่อย ๆ ในระหว่างทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือวิธีการอื่น ๆ เช่น การใส่แว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับสายตา เพื่อช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราตราบนานเท่านาน

โดย tukta    เมื่อ 18-11-2009 15:11:22                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - "เสื้อคลุมล่องหน" ใกล้เป็นจริงแล้ว!!! เช้านี้ขอเริ่มต้นด้วยรายงานข่าวเทคโนโลยีที่น่าสนใจกันดีกว่านะครับ โดยล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเปิดเผยว่า เราอาจได้มีโอกาสเห็นเสื้อคลุมล่องหน (Invisible Cloak) อย่างในภาพยนต์ชุด"แฮร์รี่ พอตเตอร์" (Harry Potter) เร็วกว่าที่คิดไว้ก็ได้
นักวิจัยในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเปิดเผยเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า โครงการพัฒนาเสื้อคลุมล่องหนที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนทั้งสิ้น 4.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 273 ล้านบาท) ใกล้ประสบผลสำเร็จแล้ว ซึ่งหากคุณผู้อ่านนึกไม่ออกว่าเสื้อคลุมล่องหนเป็นอย่างไร ให้ลองชมภาพยนต์เรื่อง"แฮร์รี่ พอตเตอร์"ที่ประพันธ์โดยเจเค โรวลิงก์ ซึ่งในเรื่องพ่อมดน้อยจะสวมสื้อคลุมดังกล่าว เพื่อเดินสำรวจทั่วโรงเรียนพ่อมดได้โดยที่ไม่มีใครมองเห็นเขานั่นเอง
วันนี้เรื่องราวดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เป็นแค่จินตนาการอีกต่อไป เมื่อนักวิจัยที่อิมพีเรียล คอลเลจ กล่าวว่า เสื้อคลุมล่องหนสามารถทำได้จริงในเร็วๆ นี้ โดยพวกเขาหวังว่าจะพัฒนาเสื้อคลุมจากวัตถุดิบชนิดใหม่ที่สามารถจัดการกับแสงที่ตกกระทบได้ ซึ่งปกติเมื่อแสงตกกระทบวัตถุ มันจะสะท้อนภาพวัตถุนั้นเข้าสู่ตาของเรา ทำให้เรามองเห็นวัตถุนั้น เสื้อคลุมล่องหนที่ว่านี้จะทำจากวัสดุพิเศษที่เรียกว่า "meta-material" ซึ่งสามารถจับยึดคลื่นแสง และทำให้มันไหลผ่านรอบๆ วัตถุได้แบบวิธีเดียวกับที่น้ำในแม่น้ำไหลผ่านรอบตอไม้ การสวมเสื้อคลุมที่ทำจากวัสดุที่ว่านี้จะทำให้มองไม่เห็นผู้สวมใส่ได้ด้วยสายตามนุษย์
ทีมวิจัยยังกล่าวอีกด้วยว่า meta-material สามารถนำไปใช้ทำแอพพลิเคชันต่างๆ ได้อีกมากมาย รวมถึงการสร้างกล้องจุลทรรศน์ที่มีความไวสูง และเซ็นเซอร์ระบบรักษาความปลอดภัยที่สามารถตรวจจับสารเคมีปริมาณเล็กน้อยได้ เซอร์ จอห์น เพนดรี หัวหน้าโครงการกล่าวว่า "เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เสื้อคลุมล่องหนมีความเป็นได้ในทางทฤษฎี ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ต่อไปนี้ก็คือ การสร้างมันขึ้นมา"

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
โดย tukta    เมื่อ 17-11-2009 10:49:38                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - นัยน์ตากับคอมพิวเตอร์ ตอนที่ 1 นัยน์ตากับคอมพิวเตอร์
จากที่เรา ๆ ท่าน ๆ ต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แน่นอนย่อมมีผลกับนัยน์ตา ซึ่งมักจะมีอาการปวดตาสำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งจักษุแพทย์ได้พบว่ามีหลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้นัยน์ตาต้องเสี่ยงภัยจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นผลทำให้เกิดอาการปวดตา พอจะแจกแจงได้ดังนี้
ความเสี่ยงภัยจากการใช้เวลาทำงานส่วนใหญ่กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นหนทางที่ก่อให้เกิดอันตรายกับนัยน์ตา
ความไม่พอเพียงหรืออันตรายที่เกิดจากแสงและสภาพบนจอภาพ
สภาพของนัยน์ตาที่แย่อยู่ก่อนแล้วรวมทั้งสภาพการทำงาน
การใช้นัยน์ตาเพ่งมองหรือจ้องมองเค้นของนัยน์ตา
ลักษณะการทำงานของนัยน์ตา
สาเหตุที่พบบ่อยในการทำให้เกิดอาการเมื่อยตาหรือปวดตา นั่นก็คือการที่เราพยายามใช้นัยน์ตาในการมองภายใต้สภาวะที่เสี่ยงภัยหรือเป็นอันตรายกับนัยน์ตา การทำงานของนัยน์ตาถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อตา ซึ่งกล้ามเนื้อจะทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยและรัดเกร็ง สำหรับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่พยายามใช้นัยน์ตาในการมองแต่ละวันนั้นคุณอาจจะต้องตกใจว่านัยน์ตานั้นมีการ 30,000 ครั้ง/วัน กล้ามเนื้อตาที่ถูกใช้ในการมองข้อความบนกระดาษหน้าหนึ่ง, การกระตุกของจอภาพ, การปรับสายตาในการมองสิ่งต่าง ๆ หรือเปลี่ยนโฟกัสในการมองและกลับมามองที่หน้าจออีกครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของกล้ามเนื้อตาทั้งสิ้น
การพิมพ์ตัวอักษรที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ในสภาพการทำงานที่หลอดไฟในห้องมีความสว่างมากเกินwb และทำให้จอภาพของคุณมองไม่ชัดเหมือนหมอกมาบดบังอยู่หน้าจอนั่น เกิดจากการสะท้อนของแสงที่ตกกระทบกับจอคอมพิวเตอร์ของคุณ ทำให้ต้องมีการเพ่งไปที่จอภาพเป็นระยะเวลานานในการทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีการเลื่อนโฟกัสของสายตาที่จ้องมองบนจอภาพ เพื่อทำการอ่านข้อความบนจอภาพซึ่งได้จากการพิมพ์ลงไปบนคีย์บอร์ด จากสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเมื่อยตาหรือปวดตานั้นยังไม่อาจบอกแน่นอนว่าเป็นสาเหตุใดที่แท้จริง บางอาการก็เกิดจากการเครียดกับการทำงานหรือการติดเชื้อ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรรีรอในการปรึกษาหาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษานัยน์ตาหรือจักษุแพทย์
อาการที่นัยน์ตาถูกใช้อย่างหักโหม
การมองเห็นสี
เมื่อมีการจ้องดูที่จอเป็นระยะเวลานาน ๆ ซึ่งตัวอักษรบนจอมีการแสดงสีเป็นสีเขียวบนพื้นจอดำ คุณจะรู้สึกว่าการมองเห็นสีนั้นยากขึ้นเมื่อคุณลองมองไปที่อื่นหลังจากที่มองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ถูกเรียกว่า "The McCulloch afterimage" ที่เกิดจากปริมาณของสีเคมีพิเศษที่อยู่ในเรตินาลดลง อย่างไรก็ตามนัยน์ตาก็จะสร้างสีให้เกิดใหม่ได้ในไม่ช้าหลังจากที่สีเคมีดังกล่าวขาดหายไปชั่วขณะหนึ่ง
การมองเห็นภาพซ้อน
การมองเห็นภาพซ้อนเกิดจากกกล้ามเนื้อตาที่ควบคุมการรวมกันของภาพที่จุด ๆ เดียว ที่ตาทั้งสองข้างจะรวมภาพที่จุด ๆ หนึ่ง แต่เหมือนกับมีบางสิ่งมาอยู่ใกล้ ๆ กับจุดโฟกัสนั้น เมื่อเราพยายามมองก็จะทำให้เกิดเป็นภาพซ้อน ๆ กัน ซึ่งมักพบได้บ่อย ๆ ภาพที่เห็นซ้อน ๆ กันนี้บางครั้งก็ไม่รู้สึกหรือไม่เกิดขึ้นโดยตรง แต่จะรู้สึกปวดหัวหรือเกิดอาการล้านัยน์ตา ภาพซ้อนก็เป็นอาการหนึ่งของความเครียดทางสุขภาพนัยนต์ตาเช่นกัน ถ้าพบว่าเห็นภาพซ้อนปรากฎทันทีหรือเป็นอยู่เรื่อย ๆ คุณควรจะไปพบหรือปรึกษากับจักษุแพทย์ทันที
ปัญหาจากโฟกัส
เมื่อกล้ามเนื้อซิเลียรี (ciliary) เกิดอาการล้าหรือตึงเครียด ซึ่งกล้ามเนื้อ ciliary เป็นกล้ามเนื้อที่มีความสัมพันธ์ระหว่าง ciliary body กับโครงสร้างของตาโดย ciliary body จะมีลักษระเหมือนกับเยื่อหุ้มหลอดเลือดที่มีความหนาอยู่ระหว่างส่วนที่เรียกว่า คอรอยด์ (choriod) และม่านตา (iris) ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อซิเลียรีเกิดอาการดังกล่าวก็จะทำให้ไม่สามารถมองเห็นจุดโฟกัสของภาพนั้นได้อย่างสมบูรณ์ อาการที่เกิดขึ้นกับนัยน์ตาที่เมื่อยล้าหรือเกิดจากการเค้นจ้องจะทำให้ความสามารถในการกำหนดโฟกัสของสายตาwbr>w ในส่วนของกล้ามเนื้อซิเลียรี (ciliary) หากต้องถูกใช้งานอย่างหนักโดยการทำงานอย่างซ้ำ ๆ เพื่อเลื่อนโฟกัสมองตามตัวอักษรที่พิมพ์หรือกวาดสายตาตามตัวอักษรที่พิมพ์บนจอภาพ หรือการที่พยายามมองอยู่ที่โฟกัสเดิมเป็นเวลานาน ๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการล้าและอาจทำให้สายตาหรือกล้ามเนื้อส่วนนี้เสื่อมไปด้วย
อาการปวดหัว
เมื่อคุณต้องใช้สายตาอย่างหนักโดยการเค้นหรือจ้องมองเขม็งเป็นเวลานาน ๆ บนจอคอมพิวเตอร์ คุณก็อาจจะเกิดอาการปวดหัว ซึ่งคอมพิวเตอร์กับอาการปวดหัวนั้นเกิดจากความเครียดที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อในบริเวณคอและบริเวณศีรษะเกิดความตึงเครียด และที่พบได้ทั่ว ๆ ไปก็คือ ส่วนของขมับ อาการปวดหัวนี้อาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่เกิดจากความเมื่อยล้าของนัยน์ตา แต่เป็นผลข้างเคียงจากความพยายามในการจ้องมองในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือจากการพยายามที่จะมองตำแหน่งนั้น ๆ หรือเอียงศีรษะเพื่อที่จะมองให้เห็นทั้งสองจุดโฟกัสที่อยู่ในตำแหน่งที่คงที่หรือกำลังเคลื่อนที่ ล้วนแล้วแต่ทำให้กล้ามเนื้อสายตาเกิดอาการล้า กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ควบคุมโดยตรง "กล้ามเนื้อควบคุมม่านตา (iris)" ซึ่งควบคุมการผ่านเข้าของแสง และ "กล้ามเนื้อซิเลียรี (ciliary)" ที่ควบคุมการทำงานของเลนส์เพื่อที่จะทำให้การเปลี่ยนระยะของโฟกัสหรือทำการปรับโฟกัสของเลนส์ หากสายตาของคุณมีโฟกัสที่สั้นหรือสายตาสั้น ก็จะทำให้คุณปวดหัว และมีอาการเมื่อยล้านัยน์ตาได้ง่าย
ป้องกันและบรรเทาอาการปวดตา
คุณสามารถที่จะป้องกันอาการปวดตาด้วยตัวคุณเองโดยการเปลี่ยนตารางเวลาการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์, สภาพแวดล้อมต่าง ๆ และบางครั้งอาจจะต้องทำตามตัวอย่างต่อไปนี้
หยุดพักสายตา
หยุดพักหรือเปลี่ยนตารางเวลาการทำงานใหม่ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประสาทตา The National Institute of Occupational Safety and Health (NIOSH) ได้แนะนำให้มีการหยุดพักสายตาโดยจะหยุดพักสายตาครั้งละ 15 นาที ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ซึ่งจัดว่าเป็นระดับปานกลางสำหรับการทำงานที่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า The Video Display Terminal (VDT) หรือหยุดพักทุก ๆ ชั่วโมงเพื่อลดการเสี่ยงภัยจากจอภาพ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ได้แนะนำว่าควรจะมีการหยุดพักบ่อย ๆ โดยแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงนิดหน่อย
หลีกเลี่ยงจากต้นเหตุ
เมื่อลุกไปจากตำแหน่งที่กำลังทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ระหว่างนั้นก็เป็นการหยุดพัก โดยหลับตาหรือทำการบริหารตาเพื่อให้นัยน์ตาได้พักและช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้
หลีกเลี่ยงการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่ต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และก็มีการหยุดพักสายตาบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาเกิดกับดวงตามากนัก
พักผ่อน
นัยน์ตาที่ต้องจ้องเพ่งควรจะมีการฝึกการหยุดเพ่งสายตาหรือจ้องมองเป็นเวลานาน ๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คงเป็นการล้มตัวลงนอนและหลับตาเพียง 2-3 เวลาและปิดไฟ วางผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ไว้บนเปลือกตา พักผ่อนและไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด ๆ
ควบคุมความสว่างและจอภาพ
การควบคุมความสว่างภายในสภาพแวดล้อมการทำงานก็นับว่าจำเป็น ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดหรือเมื่อยล้าตาได้, ลดการเพ่งมอง, การสะท้อนของแสงต่าง ๆ และความไม่เพียงพอของแสงในการอ่านตัวอักษร โดยคุณจะต้องปรับความสว่างที่จอคอมพิวเตอร์ให้มีความสว่างที่พอดี ซึ่งหากทำงานกับคอมพิวเตอร์ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าและจอภาพก็มีความสว่างมากก็ยิ่งส่งผลเสียให้กับ คุณจะรู้สึกทันทีว่ามีอาการปวดร้าวดวงตาเร็วและแสบตาอย่างรุนแรง ดังนั้นควรควบคุมความสว่างจากสภาพแวดล้อมและที่จอคอมพิวเตอร์ด้วย เพื่อสุขภาพตาของคุณ
ขยายพื้นที่ในการทำงาน
ในระหว่างที่มีการกวาดสายตาเพื่อทำการอ่านข้อความบนจอเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าตา และปวดตาได้ง่าย ถ้าหากว่าระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน เช่น ในขณะพิมพ์ตัวอักษรให้ปรากฏบนจอภาพ ตำแหน่งของจอภาพควรห่างจากนัยน์ตาก็ควรจะห่างกันประมาณ 18-24 นิ้ว และระดับของสายตาในการมองควรจะทำมุม 15 องศากับแนวนอน
นัยน์ตาแห้งไร้ความชุ่มชื้น
นัยน์ตาที่แห้งพบบ่อยกับผู้ที่ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเหตุจากการขาดน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ดังนั้นดวงตาก็อาจจะเสียและเกิดอาการเมื่อยล้าและปวดได้ง่าย ในภาวะที่นัยน์ตาแห้งและเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตาจะเป็นภาระที่หนักมากสำหรับผู้ทีใส่คอนแทคเลนส์
การเพ่งมอง
ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะมีการกะพริบตาน้อยครั้งในขณะใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงเป็นเหตุให้น้ำตาหรือน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ
ขาดความชุ่มชื้นในบรรยากาศ
หลาย ๆ ออฟฟิศที่สร้างขึ้นนั้นมีบรรยากาศที่แห้งเนื่องจากการเปิดแอร์คอนดิชั่น และความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ก่อให้เกิดความแห้งในบรรยากาศ ซึ่งทั้งสองสาเหตุนี้เป็นการทำให้น้ำหล่อเลี้ยงดวงตาระเหยไปอย่างง่ายดาย
ยาชนิดต่าง ๆ
มียาชนิดต่าง ๆ มากมาย เช่น ไดยูเร็ตทิค (diuretics) และแอนตี้ฮิสตามิน (antihistamines) ที่มีผลทำให้นัยน์ตาลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ซึ่งอาจจะต้องพบแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อขอยารักษาอาการดวงตาแห้ง ขนาดน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา
อายุที่มากขึ้น
อายุมีความสัมพันธ์กับการผลิตของน้ำตา ซึ่งหากอายุมากขึ้นการผลิตน้ำตาก็ทำได้น้อยลง ปัญหาการผลิตน้ำตาน้อยลงนี้พบได้บ่อยกับผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
วิธีการแก้ปัญหาของดวงตาแห้ง วิธีการที่จะบำบัดได้ที่รวดเร็วสำหรับอาการตาแห้งก็คือการใช้ยาหยอดตา โดยประกอบด้วยเมทธิลเซลลูโลส (Methyl cellulose) หรือโพลีไวนิลอัลกอฮอล์ (polyvinyl alcohol) ยาหยอดตาจะช่วยยับยั้งการครั่งของเลือดบริเวณตา หรือการบีบรัดที่เป็นต้นเหตุในการเกิดอาการตาแห้งไร้ความชุ่มชื่น ไม่ว่าคุณจะใช้ยาหยอดตาหรือการกะพริบตาบ่อย ๆ ทุก 5 วินาที ก็สามารถช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ
ตัวบ่งบอกเกี่ยวกับสายตา
เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณมองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณเองไม่ชัด หรือบางครั้งอาจมองเห็นภาพซ้อน และในขณะที่ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์มักจะเกิดอาการปวดคอ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่เป็นเพียงกับคุณคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อีกนับล้าน ๆ คนที่ต้องทนทรมานกับอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังเหตุทั้งสองที่จะกล่าว
การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องใช้สายตา และข้อบกพร่องของสายตาที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ที่เป็นต้นเหตุให้เมื่อยล้าตาได้ แต่ถ้าหากคุณไม่รู้สึกตัวว่าเกิดข้อบกพร่องกับตาของคุณแล้วจะทำให้ยากแก่การมองเห็นจอภาพได้wbr>wbr>wกรณีที่เกิดข้อบกพร่องกับตาแล้ว
สายตาที่มีปัญหา ซึ่งมีวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดกับสายตาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องทำการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสายตาเพื่อให้สามารถมองจอภาพได้ดี
เนื่องจากสายตาของคนเรานั้นมักจะเสื่อมไปตามอายุ ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ล้วนแต่ต้องการมีสุขภาพตาที่ดี และวิธีการในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสายตา แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ช่วยให้การมองดีขึ้นและสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นับล้าน ๆ คน
โดย tukta    เมื่อ 05-11-2009 23:16:09                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - อินเทอร์เน็ต 40 ปีเทียบเท่า"วัยรุ่น" ไม่น่าเชื่อนะครับว่า อินเทอร์เน็ตกำลังจะมีอายุ 40 ปีในสัปดาห์นี้แล้ว จากจุดเริ่มต้นของการทดลองส่งข้อความแรกระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องบนเครือข่าย Arpanet ในวันที 29 ตุลาคม 1969 มาจนถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนจากการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายกลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ผู้คนสื่อสารกันเองอย่างบ้าระห่ำ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1969 ตัวอักษรสองตัวแรกคือ LO ได้ถูกพิมพ์บนคีย์บอร์ดในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลลีส (UCLA) ไปปรากฎบนหน้าจอที่สถาบันวิจัยของสแตนฟอร์ด โดยทั้งสองสถานที่มีระยะห่างกันถึง 314 ไมล์ ความจริงนักวิทยาศาสตร์พยายามจะพิมพ์คำว่า LOGIN แต่การเชื่อมต่อขาดหายไปก่อนที่จะพิมพ์ตัว G ได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นั่นถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของการส่งข้อความผ่านสายโทรศัพท์ระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่อง
ในตอนแรกมันไม่ได้ถูกเรียกว่า อินเทอร์เน็ต (Internet) อย่างทุกวันนี้ โดยชื่อเรียกดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ชื่อแรกของมันคือ Arpanet (Advanced Research Projects Agency Network) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ในกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ และมันไม่ใช่ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) แอพพลิเคชันอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Tim Berners-Lee ที่มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนอีเมล์ (email) ฉบับแรกถูกส่งหากันระหว่างคอมพิวเตอร์สองเครื่องในปี 1971
แต่สำหรับการครบรอบปีที่ 40 ของอินเทอร์เน็ตในวันที่ 29 ตุลาคม จากจุดเริ่มต้นตัวอักษรสองตัวที่ถูกพิมพ์บน "Interface Message Processor" โลกอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก พวกเรารู้จักการค้าขายบนเน็ตทีเรียกว่า อีคอมเมิร์ซที่มาพร้อมกับปุ่ม Buy It Now เข้าสู่ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก และ mashup application อย่าง Google Wave ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของอินเทอร์เน็ตทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกวันนี้เปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์
ใครจะเชื่อว่า จากวันนั้นถึงวันนี้จะมีออนไลน์วิดีโอที่ชื่อว่า YouTube ที่มีวิดิโอหลายล้านคลิปดูกันจนสิ้นอายุขัยของคนๆ หนึ่งก็ไม่หมด ทั้งๆ ทีมันเกิดมาได้ไม่ถึงสามปีเลยด้วยซ้ำ อุตสาหกรรมเพลงที่ได้รับผลกระทบอย่างแรง จนถึงกับต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากแผ่นดิสก์มาสู่การดาวน์โหลด Amazon ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ก่อตั้งในปี 1995 เพียงแค่ 14 ปี มันได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของการชอปปิ้งให้กับคนทั่วโลกร่วม 100 ล้านรายแล้ว อย่างไรก็ตาม Leonard Klienrock หนึ่งในทีมทีให้กำเนิดอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 1969 กล่าวว่า "อินเทอร์เน็ตในวันนี้เปรียบเหมือนกับว่า มันได้เข้าสู่วัยรุ่นแล้ว แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แต่หนทางของอินเทอร์เน็ตยังอีกยาวไกล ถึงบางครั้งมันอาจจะสร้างปัญหาให้บ้าง แต่อินเทอร์เน็ตก็สร้างความพอใจให้กับครอบครัว และชุมชน (หมายถึงผู้ใช้ทั่วโลก)"

โดย tukta    เมื่อ 27-10-2009 16:03:19                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 10 โปรแกรมสามัญประจำ NetBook ((ต้องลอง!!!)) ตอนที่ 2 วันกลับมาติดตาม 10 โปรแกรมสามัญประจำ NetBook ((ต้องลอง!!!)) ตอนที่ 2 กันนะค่ะ

6.7-Zip
7-Zip โปรแกรมโคตรซิป คู่แข่ง WinRAR และ WinZIp ที่คุณไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะเป็นฟรีแวร์ที่แจกให้ใช้งานกันฟรีๆ จุดเด่นของ 7-Zip ก็คือ มันสามารถเปิดไฟล์ซิปได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น 7z, ZIP, GZIP, BZIP2, TAR, RAR, CAB, ISO, ARJ, LZH, CHM, MSI, WIM, Z, CPIO, RPM, DEB แ ละ NSIS ในเว็บไซต์ผู้ผลิตระบุคุณสมบัติของโปรแกรมตัวนี้ว่าสามารถบีบอัดไฟล์โดยมีอัตราส่วนที่มากกว่าทั้ง WinZIp และ WinRAR อยู่พอสมควร อันนี้ต้องไปลองใช้กันเองครับถึงจะรู้ว่าสมราคาคุยหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีขาดไฟล์ติดตั้งที่ไม่ใหญ่ด้วย ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยเวลาทำงาน จึงเหมาะกับการนำมาใช้บนโน้ตบุ๊กจิ๋วอย่าง Netbook ได้สบาย
7. JkDefrag Portable
เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์หรือ SSD Drive บนเครื่อง Netbook นั้น การใช้โปรแกรม Defrag ที่อยู่บนวินโดวส์ หรือโปรแกรม Defrag อื่นๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อระบบพอร์ตเทเบิล เครื่องจะอยู่ในสภาวะโหลด และแทบจะใช้งานอะไรไม่ได้เลยในระหว่างที่มีการจัดเรียงข้อมูล สำหรับ JkDefrag Portable เป็นโปรแกรมจัดเรียงข้อมูลรวมถึงซ่อมแซมโครงสร้างไฟล์ระบบที่เสียหายได้อีกด้วย ตัวโปรแกรมมีขนาดเล็กไม่ถึง 1MB แต่ก็มีระบบกราฟิกเอาไว้ติดต่อกับผู้ใช้ สนับสนุนการใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ และรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ของแพลตฟอร์ม 64-บิต ด้วยเช่นกัน คุณสามารถเซฟโปรแกรม JKDefrag ใส่แฟลชไดรฟ์ เครื่องเล่น iPod แผ่นซีดี หรือสื่อเก็บข้อมูลอื่นๆ แล้วนำไปใช้งานได้กับทุกเครื่อง ทั้งพีซี โน้ตบุ๊ก และ Netbook
8. InfraRecorder Portable
โปรแกรมเบิร์นแผ่นอย่าง Nero และ Alcholhol120% อาจจะไม่เหมาะกับโน้ตบุ๊กเครื่องเล็กๆ อย่าง Netbook เพราะใช้พื้นที่ติดตั้งโปรแกรมมาก อีกทั้งเวลาใช้งานทรัพยากรของเครื่องจะถูกโหลดการทำงานมากขึ้น สำหรับผู้ใช้ Netbook ที่มีเครื่อง DVD Writer แบบติดตั้งภายนอกอยู่ด้วย ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรมที่ชื่อ InfraRecorder Protable แทนครับ ตัวโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มแบบพอร์ตเทเบิลได้อย่างลงตัว ตั้งแต่พวกเครื่อง UMPC จนมาถึง Netbook คุณสมบัติของโปรแกรมนั้นเรียกได้ว่าเกินตัวครับ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานทั่วไป การรองรับไฟล์ในฟอร์แมตต่างๆ ทั้งดาต้าทั่ว วีดิโอ/ออดิโอ (เซฟแทร็กออดิโอไปเป็นไฟล์ .wav, .wma, .ogg, .mp3 และ .iso) สนับสนุน DVD-Dual Layer นอกจากนี้หากต้องการ Rip MP3 คุณสามารถดาวน์โหลดปลั๊กอินเสริมลงไปได้ เท่าที่ดูจากคุณสมบัติต่างๆ ต้องยกนิ้วให้เลยครับ เป็นโปรแกรมเบิร์นแผ่นที่เล็กพริกขี้หนูจริงๆ
9. Cornice Portable
โปรแกรมดูภาพสำหรับแพลตฟอร์มพอร์ตเทเบิลที่มีคุณสมบัติไม่แพ้โปรแกรมตัวใหญ่ๆ อย่าง ACDSee ด้วยขนาดไฟล์ติดตั้งทั้งหมดเพียง 6MB แต่อัดแน่นด้วยฟังก์ชันใช้งานที่เพียบพร้อม เช่น การจัดเรียงภาพในลักษณะ Thumbnail ที่ไม่ต้องรอโหลดภาพนานเหมือนกับโปรแกรมบางตัว ระบบซูมภาพเข้า-ออก ที่ไม่ทำให้เครื่อง Netbook ของคุณต้องโหลดนาน สามารถทำสไลด์ โชว์ จากภาพที่เก็บไว้ในเครื่องได้ทันที นอกจากนี้หากคุณมีไฟล์ภาพที่เก็บอยู่ในเครื่องเล่น ipod ที่เชื่อมต่อกับ Netbook แล้วละก็ คุณสามารถใช้โปรแกรมเข้าถึงไฟล์ภาพเพื่อเรียกขึ้นมาดูได้อีกด้วย สำหรับโปรแกรมดูภาพและจัดการภาพนี้ ถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมสามัญประจำเครื่องคอมพ์แทบทุกเครื่อง ซึ่งเครื่อง Netbook ก็เช่นเดียวกัน หากคุณต้องการเปิดภาพขึ้นมาดูอย่างราบรื่น ไม่มีสะดุด ลองติดตั้ง Cornice Portable ลงไปใน Netbook ของคุณดูครับ
10. ClamWin Portable
ปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ใช้ Netbook คือ ไม่รู้ว่าจะเลือกใช้โปรแกรมแอนติไวรัสตัวไหนดี เพราะส่วนใหญ่ที่มีนั้นก็เป็นแอนติไวรัสที่รันอยุ่บนเครื่องพีซีและโน้ตบุ๊กทั่วไป อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใช้งานมากมาย แน่นอนว่าเขมือบทรัพยากรของเครื่องมากด้วย หากติดตั้งโปรแกรมแอนติไวรัสพวกนี้ลงในเครื่อง Netbook ที่มีทรัพยากรจำกัดแล้วละก็ แอนติไวรัสจะทำให้เครื่องของคุณอืดไปเลย แต่สำหรับ CalmWin Antivirus นั้นตรงกันข้ามครับ มันสามารถป้องกันไวรัสและสปายแวร์ต่างๆ ได้ดีพอตัวเลย มีความรวดเร็วในการทำงานสูง ตัวโปรแกรมนั้นจะได้รับการอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสจากเว็บไซต์ผู้ผลิตทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือทุกครั้งที่มีไฟล์อัพเดตออกมาใหม่ เนื่องจากมันถูกออกแบบมาเพื่อระบบฮาร์ดแวร์ที่ค่อนข้างจำกัด การสแกนค้นหาไวรัสจึงต้องทำแบบแมนนวล นั่นคือผู้ใช้ต้องสร้างตารางเวลาสำหรับการสแกนไวรัสขึ้นมา โดยมันจะไม่มีระบบสแกนแบบเรียลไทม์มาให้ สำหรับผู้ที่ต้องกรนำไปติดตั้งบน Netbook


อ้างอิงจาก: http://www.arip.co.th/
โดย tukta    เมื่อ 18-08-2009 13:33:48                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 10 โปรแกรมสามัญประจำ NetBook ((ต้องลอง!!!)) ตอนที่ 1 เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กกว่าเครื่องแลปทอปทั่วไป ณ วันนี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับ NetBook หรือ Mini NoteBook นิยามใหม่ของคอมพิวเตอร์บนฝ่ามือ ซึ่งล่าสุดนั้นโน้ตบุ๊กจิ๋วเหล่านี้ก็ถูกเสริมกำลังด้วยชิปประมวลผล Intel Atom เพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับงานต่างๆ ได้มากขึ้น


แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้เหล่าสมองกลบนฝ่ามือจะมีชิปตัวใหม่มาคอยขับเคลื่อน แต่บรรดาโปรแกรมต่างๆ ที่ผู้ใช้นำมาติดตั้งลงในเครื่อง ล้วนเป็นโปรแกรมที่รันอยู่บนเครื่องพีซี หรือไม่ก็โน้ตบุ๊กทั่วไปแทบทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลร้ายกับโน้ตบุ๊กจิ๋วพวกนี้อย่างมาก เพราะมันต้องแบบรับภาระหนักจากโปรแกรมเหล่านี้ และเพื่อให้ทุกท่านที่มี NetBook ได้สัมผัสกับความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ผมมีโปรแกรมสำหรับโน้ตบุ๊กจิ๋วนี้มาฝากกัน 10 โปรแกรมครับ และที่สำคัญเป็นฟรีแวร์ครับ นั่นก็คือ สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว ถ้าไม่รีบหามาติดตั้งระวังจะเสียใจครับ อิอิ (*-*)/

1. Ubuntu Netbook Remix

สำหรับโปรแกรมแรกที่นำมาฝากกันก็คือ ระบบปฏิบัติการ Ubuntu for Netbook ครับ ถึงแม้ว่าผู้ผลิต Netbbok หลายๆ ยี่ห้อ จะติดตั้งระบบปฏิบัติการมาพร้อมเครื่องอย่าง Windows, Xandros, Linpus Linux, gOS และ SUSE ก็ตาม แต่เชื่อว่ามีผู้ใช้หลายคนเริ่มเบื่อหน้าตาโอเอสพวกนี้กันบ้างแล้ว และถ้าคุณเคยใช้ระบบปฏิบัติการที่ชื่อ Ubuntu บนเครื่องพีซีหรือโน้ตบุ๊กทั่วไปมาบ้าง คงยังจำความประทับใจในเรื่องความคล่องตัวและความเร็วของโอเอสตัวนี้ได้ ตอนนี้ บริษัท Canonical ได้จัดทำ Ubuntu เวอร์ชันพิเศษที่ชื่อว่า Ubuntu Netbook Remix

สำหรับเครื่อง Netbook OEM ขึ้นมา ซึ่งรองรับชิปประมวลผล Atom รวมถึงออปติไมซ์ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ลงตัวกับเครื่อง Netbook อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโหมดแสดงผลที่ละเอียดขึ้นสำหรับหน้าจอขนาด 10 นิ้ว การจัดวางโปรแกรมอรรถประโยชน์ต่างๆ บนหน้าเดสก์ทอปที่ดูเหมาะสมกับจอภาพขนาดเล็กได้อย่างลงตัว สำหรับ Ubuntu เวอร์ชันนี้เป็นซอฟต์แวร์ OEM สำหรับผู้ผลิต Netbook ที่สนใจ ไม่แจกจ่ายทั่วไป แต่ทว่าก็ไม่พ้นความสามารถของเซียนโอเพ่นซอร์สทั้งหลายที่ได้หาวิธีนำมาลงบนเครื่อง Netbook รุ่นต่างๆ ได้แล้ว
2. OpenOffice 3.0

หากโปรแกรมชุดไมโครซอฟต์ออฟฟิศ เป็นอันดับหนึ่งบนระบบวินโดวส์ ฝั่งโอเพ่นซอร์สคงต้องยกให้ OpenOffice ด้วยเช่นกัน แต่ ณ วันนี้ โปรแกรม OpenOffice ที่เป็นเวอร์ชันบนวินโดวส์ก็มีความสามารถไม่แพ้กันเลย สำหรับผู้ใช้ Netbook ถ้าคุณหวังว่าจะลง Office XP หรือ Office 2007 บนเครื่อง Netbook โดยหวังว่ามันจะทำงานวิ่งฉิวเหมือนบนพีซีละก็ ขอบอกว่าไม่เป็นเช่นนั้นแน่ เพราะนอกจากจะกินพื้นที่การติดตั้งโปรแกรมมากแล้ว ยังใช้ทรัพยากรต่างๆ ของระบบมากพอตัว ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของ Netbook ตอนนี้ ยังไม่อาจตอบสนองได้อย่างที่คุณต้องการ

แต่สำหรับโปรแกรม OpenOffice 3.0 ถูกออกแบบมาเพื่อระบบฮาร์ดแวร์ที่ไม่ต้องการสเปกสูงมากนัก ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานกับพวกสเปรดชีตและงานเอกสารต่างๆ ได้คล่องตัวกว่า OpenOffice 3.0 มีโปรแกรมย่อยที่ชื่อ Writer ทำงานเอกสารได้เหมือนกับ Words โปรแกรม Calc สำหรับงานเปรดชีตที่คล้ายคลึงกับ Excel ส่วนงานพรีเซนเตชันที่ไม่แพ้ PowerPoint ก็ต้องพึ่งโปรแกรม Impress และงานฐานข้อมูลต่างๆ ก็ต้องยกให้เป็นหน้าที่ของโปรแกรม Base ที่เป็นคู่แข่งของ Access เป็นสามโปรแกรมหลักๆ ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานขั้นพื้นฐานบน Netbook อ้อ! เกือบลืมเรื่องสำคัญไปครับ คุณสามารถออปติไมซ์การทำงานของโปรแกรม OpenOffice ให้เหมาะกับทรัพยากรบนเครื่อง Netbook ได้

3. Foxit Reader 3.0

แฟนๆ Acrobat Reader ที่ต้องการอ่านไฟล์เอกสาร PDF บนเครื่อง Netbook อาจผิดหวังกับความเร็ว เมื่อต้องเปิดหน้าเอกสาร PDF ที่มีขนาดไฟล์ใหญ่ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากตัวโปรแกรมใช้ทรัพยากรของเครื่องไปมากพอตัว ทำให้แสดงอาการกระตุกให้เห็น ถึงแม้คุณจะลงเวอร์ชัน Lite แล้วก็ตาม แต่นั่นก็เป็น Lite สำหรับพีซีและโน้ตบุ๊กทั่วไป Foxit Reader 3.0 ทางเลือกใหม่ในการอ่านเอกสาร PDF บนโน้ตบุ๊กจิ๋ว โปรแกรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการเปิดหน้าเอกสาร PDF ซึ่งมีขนาดโปรแกรมที่เล็กเพียง 3.7 เมกะไบต์ ไม่เปลืองพื้นที่การติดตั้ง ตัวโปรแกรมมีฟังก์ชันในการแปลงเอกสาร PDF ไปเป็น Text File อื่นๆ ด้วย และในเวอร์ชัน 3.0 นี้ ยังเพิ่มระบบความปลอดภัยของเอกสารลงไปด้วย ส่วนทูลอื่นๆ ในโปรแกรมก็ถือว่าไม่แพ้ Acrobat เข่นกัน เอาเป็นว่าใครที่ใช้ Nebook รีบไปดาวน์โหลดฟรีเวอร์ชันจากเว็บไซต์ http://www.foxitsoftware.com/pdf/rd_intro.php มาใช้งานกันได้เลยครับ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะลืมโปรแกรมตัวเก่าไปเลย!!!

4. FireFox

หาก Google Chrome ที่เป็นเวอร์ชันสำหรับลินุกซ์และโอเพ่นซอร์สอื่นๆ ออกมาเมื่อไร โปรแกรมในหมวดเว็บบราวเซอร์สำหรับ Netbook คงไม่ได้มีแค่จิ้งจอกไฟที่ชื่อ FireFox แน่ เพราะด้วยคุณสมบัติหลายอย่างที่ดีพอ และเหมาะสมสำหรับโน้ตบุ๊กจิ๋ว จึงต้องเว้นที่ว่างไว้สำหรับ Google Chrome ด้วย แต่ชั่วโมงนี้คงต้องยกความดีให้กับ FireFox ไปก่อน เพราะไม่ว่าจะรันบนแพลตฟอร์มไหน เล็กหรือใหญ่ FireFox ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นเว็บบราวเซอร์ตัวโปรดที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้และไว้วางใจ

สำหรับผู้ใช้ Netbook ก็เข่นเดียวกัน การติดตั้ง FireFox 3.0 ไม่ได้ทำให้เครื่องคุณช้าลงอย่างที่คิด ถึงแม้ในช่วงแรกผู้ใช้หลายคนจะพบปัญหาเรื่องการแสดงผลบนหน้าเว็บเพจ แต่หลังจากปรับแต่ง FireFox ให้เข้ากับทรัพยากรระบบที่มี เว็บบราวเซอร์ตัวนี้ก็วิ่งฉิวไม่แพ้บนพีซีเลยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ต้องการจูนอัพ ปรับสปีด FireFox คุณสามารถดูรายละเอียดในรูปแบบคลิปวิดีโอได้ที่ Youtube.com โดยค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด “Speed Up FireFox” ส่วนโปรแกรม FireFox เวอร์ชันล่าสุด (3.1 Beta)

5. VLC Media Player

ถ้าคุณจะดูหนังบน Netbook ด้วยโปรแกรมตัวเดียวกับที่ใช้บนพีซีละก็ หากไม่ใช่โปรแกรมตัวเล็กๆ ที่กินทรัพยากรเครื่องน้อยๆ ละก็ ขอบอกเลยว่า Netbook ของคุณจะทำงานได้ช้าลงแน่ VLC Media Player เป็นโปรแกรมเล่นไฟล์มีเดีย ทั้งวิดีโอ ออดิโอ ที่มาจากฝั่งโอเพ่นซอร์ส ซึ่งการันตีในเรื่องการใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อย และมีขนาดไฟล์ไม่ใหญ่

ถ้าคุณเคยใช้ Windows Media Classic ที่มากับชุด Codec ของโปรแกรม K-Lie ตัวนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แถมคุณสมบัติก็ไม่ธรรมด้วย โดยรอบรองฟอร์แมตวิดีโอ/ ออดิโอ ได้เกือบทุกชนิด จุดเด่นของโปรแกรมตัวนี้นอกจากขนาดกะทัดรัดแล้ว ยังสนับสนุนการทำสตรีมมิ่งวิดีโอ/ออดิโอ ได้อีกด้วย ซึ่งรองรับโพรโตคอลสื่อสารอย่าง IPV6 ทำ Video LAN ขนาดย่อมๆ ในวงแลนของคุณได้เลย ที่สำคัญยังเป็นโอเพ่นซอร์สที่แจกจ่ายโค้ดโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการนำไปพัฒนาต่ออีกด้วย มีให้เลือกทั้งเวอร์ชันบนวินโดวส์ แมคฯ และลินุกซ์

อย่าติดตามตอนที่ 2 นะค่ะ
อ้างอิงจาก: http://www.arip.co.th/
โดย tukta    เมื่อ 17-08-2009 23:33:49                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - RoHS สำคัญอย่างไร เป็นสิ่งใหม่ที่วงการอิเล็คทรอนิกส์ต้องทราบ ? RoHS สำคัญอย่างไร

WEEE คือระเบียบของสหภาพยุโรป เกี่ยวกับการและจำกัดขยะ จากซากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและกำหนดให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบ ในการจัดการเกี่ยวกับขยะที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของตน

RoHS หรือ Directive on the Restriction of the use of Hazardous Substances ระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
คือมาตรฐานที่ออกจากกลุ่มสหภาพEUหรือยุโรป โดยการกำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามใช้สารอันตราย 6 ชนิดในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ตะกั่ว แคสเมียม ปรอท hexavalent chromium, polybrominated biphenyls (PBB) และ polybrominated diphenyl (PBDE) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป ทั้งนี้ไม่รวมชิ้นส่วนที่นำเข้าตลาดก่อนปี 2546 แต่มีข้อยกเว้นสารตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และโครเมียม-6 (Cr VI) ในผลิตภัณฑ์บางชนิดดังนี้ (แต่ผู้ผลิตยังคงต้องแยกเอาสารเหล่านี้ออกมาจัดการอย่างเหมาะสม เมื่อสินค้าหมดอายุการใช้งาน เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับประชาชน ผู้บริโภคที่ใช้อุปกรณ์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์
ประเทศไทยให้มีผลดำเนินการโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ในระหว่างการจัดทำยุทธศาสตร์ในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย
ThaiRoHS มีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนา แลกเปลี่ยน และจัดสรรความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ระหว่างกลุ่มสมาชิก เพื่อให้สามารถผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ที่ปราศจากสารพิษต่างๆ ตามระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่ประเทศผู้ซื้อทั่วโลกพัฒนาขึ้น อาทิเช่น RoHS, WEEE และ EuP ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นต้น
จากสถิติของ European Environment Agency ประชากรสหภาพยุโรปโดยรวมทิ้งขยะในปริมาณมากถึง 1.3 พันล้านตันต่อปี หรือ 3.5 ตันต่อคนต่อปี โดย 40 ล้านตันเป็นขยะที่เป็นอันตราย (ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งปริมาณขยะที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้มีการกำหนดใน Environment Action Programme แผนที่ 6 ของ EU ให้การจัดการและป้องกันการเกิดขยะเป็นหนึ่งในสี่งของสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด (one of four top priorities) และให้มุ่งลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้น สารอันตรายเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากแพร่กระจายลงสู่ดิน หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งการกำจัด ก็มีใช้ค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น ผู้ผลิตต้องลดการใช้ให้อยู่ในปริมาณจำกัด

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิก EU สามารถที่จะกำหนดมาตรการและวิธีการดำเนินการในลักษณะต่างๆของประเทศตนได้ แต่จะต้องเป็นมาตรการที่ส่งผลให้เกิดตามระเบียบที่กำหนดไว้
โดยมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกประเภท ทั้งที่ใช้ภายในบ้าน และในอุตสาหกรรมที่จำหน่ายในตลาด EU โดยจำแนกประเภทไว้ 10 ประเภท ดังนี้

เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดใหญ่ เช่นเครื่องซักผ้า ตู้เย็น
เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านขนาดเล็ก เช่น ที่เป่าผม
อุปกรณ์สื่อสารและสารสนเทศ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องคำนวณ เครื่องโทรสาร เป็นต้น
เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น
อุปกรณ์แสงสว่าง เช่น หลอดฟลูโอเรสเซนต์ หลอดโซเดียม เป็นต้น
เครื่องมือไฟฟ้า เช่น สว่านไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า จักรเย็บผ้าไฟฟ้า เป็นต้น
ของเล่นและอุปกรณ์กีฬาที่ใช้ไฟฟ้า เช่น วีดีโอเกมส์ ลู่วิ่งไฟฟ้า เป็นต้น
อุปกรณ์การแพทย์ เช่น อุปกรณ์ทางรังสีวิทยาแบบต่างๆ เป็นต้น
อุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ เช่น เทอร์โมสตัด แผงควบคุมต่างๆ เป็นต้น
เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เช่น เครื่อง ATM เครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง เป็นต้น
อุปกรณ์กล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV)
อุปกรณ์เครื่องบันทึกภาพ (DVR)

เนื่องจากสารอันตรายเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากแพร่กระจายลงสู่ดิน หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งการกำจัด ก็มีใช้ค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น ผู้ผลิตต้องลดการใช้ให้อยู่ในปริมาณจำกัด
โดย anchanee    เมื่อ 30-07-2009 11:46:14                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Mega Pixel Mega Pixel คือ กล้อง IP camera ที่มีความละเอียดสูงถึง 1 ล้าน (.pixel) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดและความคมชัดสูง โดย anchanee    เมื่อ 23-07-2009 16:49:46                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - มารู้จัก Dual Stream กันเถอะ ถ้าพูดถึงการทำงานของกล้องไอพี รุ่นก่อนๆ ที่สามารถปรับขนาดของภาพได้เพียงรูปแบบเดียวนั้น จะส่งผลกระทบต่อการเรียกดูผ่านทางเครือข่าย หรือทางโทรศัพท์ เพราะถ้าต้องการความละเอียดของภาพในการบันทึกที่สูงนั้น ก็ต้องปรับขนาดของภาพให้เพิ่มขึ้น และความละเอียดที่สูง แต่ถ้าคิดกับกัน ในการเรียกเข้ามาดูผ่านทางระบบเครือข่าย หรือทางโทรศัพท์ ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และความละเอียดสูง ก็ต้องกินแบนวิดท์ในการส่งข้อมูลมาก เป็นเรื่องธรรมดา ทำให้ภาพที่ได้กระตุก หรือค้าง ไม่ไหลลื่น ณ.ปัจจุบัน กล้องไอพีเอง ได้มีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า Dual Stream เป็นรูปแบบของการส่งข้อมูลภาพได้ 2 ทาง คือ Stream 1 และ Stream 2 ยกตัวอย่าง ที่ Stream 1 จะใช้ในการบันทึกภาพ จะปรับขนาด และความละเอียดของภาพ ให้ดีที่สุด ส่วน Stream 2 จะเป็นการเรียกดูภาพทางเครือข่าย หรือทางโทรศัพท์ ในที่นี้จะตั้งค่าให้ขนาดของภาพเล็กลง และความละเอียดของภาพไม่มากนัก เพื่อประหยัดแบนวิทด์ในการส่งข้อมูล ทำให้ภาพที่ได้ ไม่กระตุก เป็นต้น



โดย    เมื่อ 07-04-2009 08:00:11                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - วิธีแก้อาการ Connect Failed Connect failed เกิดจากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่กำหนดรูปแบบของ Protocol ผิดพลาด วิธีแก้ ให้เข้าไปในส่วนของ Client Settings เพื่อทำการตั้งค่า Protocol ใหม่ ยกตัวอย่างเช่น เดิม ตั้งอยู่ที่ TCP เปลี่ยนเป็น HTTP แล้วทำการ Save โดย    เมื่อ 02-04-2009 13:04:42                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - การตั้งค่ากล้อง Wireless LAN ทำการเชื่อมต่อกล้องแบบสายแลนก่อน จากนั้นทำการ Login ไปที่กล้อง เข้าไปที่ Configuration เลือกที่เมนู Wireless LAN สามารถกำหนดได้ 2 รูปแบบ คือ Infrastructure การเชื่อมแบบเป็นวง (AP) หรือ Ad-Hoc เป็นการเชื่อมต่อแบบ point-to-point (ตัวกล้องเป็นตัวส่งสัญญาณ)


ยกตัวอย่างการเซ็ตค่าจาก AP หรือ Router Wireless

การตั้งค่าทำได้โดย กำหนดค่า SSID, เลือก Wireless mode เป็นแบบ Infrastructure จากนั้นกำหนด Security ในกรณีนี้ ถ้า AP หรือ Router มีการกำหนด ให้ใส่ด้วย ทำการ save เสร็จแล้วให้ทำการถอดสายแลนออก แล้วเปิด-ปิดตัวกล้องใหม่
โดย    เมื่อ 02-04-2009 08:03:36                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - การเซ็คไฟสถานะความพร้อมของกล้องไอพี IP7135/37 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟแดงติดค้าง ไฟน้ำเงินกระพริบ พร้อมใช้งาน

IP6124/27 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟเขียวจะกระพริบ พร้อมใช้งาน

IP7131/32 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 3 สี ต้องรอให้ ไฟแดง และส้มกระพริบ พร้อมใช้งาน

PT7135/37 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 3 สี ต้องรอให้ ตัวกล้องจะทำการ Test ตัวเองโดยจะหมุน รอบตัวเอง 350 องศา และให้สังเกตไฟแสดงผล ไฟแดง, น้ำเงิน ติดค้าง ไฟเขียวกระพริบ พร้อมใช้งาน

PZ6122/24 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟแดงติดค้าง ไฟเขียวกระพริบ พร้อมใช้งาน

FD6122V ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟแดงติดค้าง ไฟเขียวกระพริบ พร้อมใช้งาน

FD6121V ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟแดงติดค้าง ไฟเขียวกระพริบ พร้อมใช้งาน
SD6122 ไฟแสดงของกล้องรุ่นนี้จะมี 2 สี ต้องรอให้ ไฟแดงติดค้าง ไฟเขียวกระพริบ พร้อมใช้งาน


จากที่ได้กล่าวมาขั้นต้น ถ้าการแสดงผลของกล้องไม่เป็นไปตามนี้ ให้ทำการเซ็คที่สายแลน การเข้าหัว RJ-45 ถ้ายังไม่ได้ให้ทำการรีเซ็ตค่าที่ตัวกล้องใหม่


โดย    เมื่อ 01-04-2009 13:07:45                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เครื่องตรวจจับโลหะสามารถตรวจจับโลหะที่อยู่ในกำแพงได้หรือไม่ สามารถตรวจจับได้ รวมไปถึงโครงสร้างเหล็กที่ฝังตัวอยู่ในพื้นปูน ผนัง คอนกรีต จะตรวจจับได้หมด และสามารถตรวจวัตถุชิ้นเล็กๆได้ เช่น เหรียญต่างๆ ตั้งแต่ 25 สตางค์ขึ้นไป หรือแม้กระทั้ง Micro SD Card หรือจะเป็นแผงวงจรต่างๆ ที่มีโลหะผสมอยู่

โดย    เมื่อ 31-03-2009 07:39:56                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - IP คืออะไร อินเตอร์เน็ตมีคอมพิวเตอร์ต่ออยู่เป็นล้านเครื่อง หลายท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่าการที่เราส่งอีเมล์ไปยังปลายทางจะไปได้อย่างไร หรือเมื่อเราต้องการ LOGIN เข้าเครื่องอื่นที่อยู่บนเครือข่าย ระบบเครือข่ายรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องนั้นอยู่ที่ใด

รหัสหมายเลข IP ประจำเครื่อง
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายจะมีหมายเลขรหัสประจำเครื่องหมายเลขรหัสนี้เรียกว่า IP number ตัวเลข IP แต่ละเครื่องทั่วโลกจะต้องไม่ซ้ำกันตัวเลขนี้จะได้รับการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ให้แต่ละองค์กรนำไปปฎิบัติ โดยผู้ที่จะสร้างเครือข่ายต้องทำการขอหมายเลขประจำเครือข่าย เพื่อมากำหนดส่วนขยายต่อสำหรับเครื่องเอาเอง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ SUN ที่ทำหน้าที่เป็นเกทเวย์สำหรับเมล์ของเครือข่ายนนทรี ชื่อ nontri มีหมายเลข IP เป็นตัวเลขประจำเครื่องนี้มีขนาด 32 บิต แบ่งเป็น 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์จะมี 8 บิต แต่เมื่อเรียกรหัสหมายเลข IP นี้ ใช้ตัวเลขฐานสิบแบ่งเป็น 4 ตัว โดยมีจุด (.) คั่นระหว่างตัวดังนั้นจากตัวเลข 32 บิต ดังกล่าวเรียกได้เป็น 158.108.2.71
ตัวเลขไบนารี 32 หลัก เป็นตัวเลขที่จดจำได้ยากแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ใช้เลขเหล่านี้ได้อย่างถูกตัอง แต่เมื่อกำหนดเลข 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์มีขนาด 0-255 เมื่อดูแล้วจะทำให้จำได้ง่ายขึ้น

โดย    เมื่อ 27-03-2009 12:53:33                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Vloss คืออะไร Vloss คือไม่มีสัญญาณภาพ ย่อมาจาก Video Loss คือสัญญาณภาพหาย ลองทำตามนี้
ถ้ามีกล้องอยู่อีกตัวที่ยังดีอยู่มีสัญญาณภาพลองเอามาต่อเข้าที่ช่องนี้ดูวิธีเช็คว่ากล้องเสียหรือไม่ให้นำกล้องมาต่อเข้าทีวีตรงๆเลยครับโดยต่อผ่านช่อง AV ของทีวี ทดสอบว่ามีภาพหรือไม่ และลองดูว่าไฟจ่ายไปที่ตัวกล้องหรือเปล่า โดย    เมื่อ 27-03-2009 07:40:38                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 5 วิธีเพิ่มพื้นที่บันทึกภาพได้นานขึ้น หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของกล้องวงจรปิดคือ การบันทึกภาพเหตุการณ์ย้อนหลังเอาไว้ เพื่อสามารถเปิดดูได้กรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ ขึ้น และภาพดังกล่าวจะได้ใช้เป็นหลักฐานได้ ซึ่งการที่จะเก็บบันทึกภาพเหตุการณ์ย้อนหลังได้นานมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับขนาดของฮาร์ดดิสก์นั่นเอง

ไม่กล่าวรวมถึงการสำรองข้อมูลออกมา ซึ่งตามบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ จะมีการทำสำรองข้อมูลออกมาเป็นระยะๆ เก็บไว้ในสื่อดิจิตอลต่างๆ เช่น ไรท์ออกมาเก็บในแผ่น CD หรือ DVD หรือ Handy drive เป็นต้น เพราะในกรณีนี้ทุกท่านสามารถสำรองข้อมูลเอาไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ
แต่จะเน้นเรื่องของการสำรองข้อมูลที่ยังอยู่ในระบบ เพราะเครื่องบันทึกภาพบางรุ่นที่เป็น StandAlone นั้นไม่มีเครื่องไรท์แผ่น CD หรือ DVD และไม่มี USB port ในตัว การจะเอาข้อมูลออกมาได้ก็ต้องนำเครื่องไปต่อสาย LAN แล้วต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ลงโปรแกรมเพื่อดึงภาพออกมาไรท์ใส่แผ่นอีกที กระบวนการเหล่านี้อาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่ช่ำชองด้านเทคนิค แต่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เลย
มีบางกรณีที่ผู้ใช้ตั้งค่าระบบเอาไว้ให้ rewrite หรืออัดทับของเดิมได้ทันทีเมื่อฮาร์ดดิสก์เต็ม และหลายครั้งที่เมื่อต้องการดูภาพย้อนหลังแต่กลับพบว่าถูกอัดทับไปแล้ว เพราะฮาร์ดดิสก์เต็ม เนื่องจากพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ไม่มากพอ บางท่านไม่เข้าใจก็จะโกรธเคืองกล้องวงจรปิดเอา หาว่าซื้อมาแล้วไม่มีประโยชน์ไปซะงั้นโดยลืมนึกไปว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือเท่านั้น แต่คนต่างหากที่จะนำเครื่องมือนี้มาใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดย    เมื่อ 26-03-2009 13:20:47                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - Mega Pixel คืออะไร กล้อง IP camera ที่มีความละเอียดสูงถึง 1 ล้าน (.pixel) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดและความคมชัดสูง โดย    เมื่อ 26-03-2009 07:32:29                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - คุณรู้จัก NTSC / PAL หรือยัง ? คุณเคยสังเกตุบ้างมัยว่า

ตาม Spec กล้องวงจรปิด หลาย จะมีค่า NTSC /PAL ปรากฎอยู่ แทบทุกยี่ห้อ สงสัยมัยเอ๋ย ว่ามันหมายความว่าอะไร

NTSC / PAL เป็นมาตรฐานของการส่งสัญญาณ บรอดแคสต์ (Broadcast) ที่การส่งสัญญาณทีวีนิยมใช้กัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์ และมาตรฐานที่ในแต่ละประเทศนิยมใช้กัน

NTSC (National Television System Committee) มาตรฐานนี้ถูกใช้มาหลายปีแล้ว โดยเป็นมาตรฐานสำหรับระบบอนาล็อกที่ทุกๆ คนในอเมริกาและประเทศในแถบทวีปยุโรปใช้กับทีวีเครื่องเก่านั่นเอง โดยเป็นมาตรฐานที่รองรับการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความถี่ 60 Hz ซึ่งเป็นระดับกระแสไฟฟ้าที่ประเทศในแถบอเมริกาและยุโรปใช้กัน

PAL (Phase Alternating Line) เป็นมาตรฐานที่ประเทศทางแถบเอเชียนิยมใช้กัน รวมทั้งในเมืองไทย เนื่องจากระบบไฟฟ้าในแถบเอเชียจะใช้ความถี่ในช่วง 50 Hz จึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรฐาน PAL ในการรับสัญญาณทีวี เพราะเป็นมาตรฐานที่ใช้กับกระแสไฟฟ้าในช่วง 50 Hz นั่นเอง
โดย    เมื่อ 25-03-2009 13:22:20                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - การเลือกกล้องวงจรปิด อย่างไรให้ร้านทอง 1. ขั้นตอนแรกต้องเช็คสถานที่ๆจะติดกล้องวงจรปิดก่อนคะ ว่ามีการย้อนแสงหรือไม่? สถานที่ๆจะติดตั้งมีแสงไฟมากไปหรือเปล่า? มุมที่จะติดกล้องวงจรปิด เป็นกว้างหรือแคบ?

2. สำหรับสถานที่ๆ ย้อนแสง กล้องวงจรปิดที่จะใช้ควรจะมีระบบย้อนแสง (Wide Dynamic ) คะ ยกตัวอย่างเช่น BLC เป็นระบบย้อนแสงที่เฉลี่ยแสงมาไว้ที่กลางภาพ ทำให้วัตถุที่อยู่ในบริเวณกลางภาพจะสว่างขึ้น แต่แสงที่อยู่ภายหลังวัตถุจะมีแสงที่สว่างมากขึ้นจน Over ทั้งนี้ภาพที่ออกมาก็จะขึ้นอยู่กับกล้องวงจรปิดแต่ละรุ่นด้วย เช่น กล้องวงจรปิดบางรุ่นที่เคยเห็นจะสามารถเห็นหน้าคนได้บ้างเหมือนกันแม้ยืนอยู่ริมๆ ภาพ แต่บางรุ่นหน้าจะดำถ้าไม่ยืนตรงกลางภาพ อันนี้ต้องทดสอบกล้องที่เราจะเลือกซื้อดูนะคะ ว่ามีประสิทธิ์ภาพอย่างไรบ้าง บ้างรุ่นหรือบ้างยี่ห้อของกล้องวงจรปิด แบบย้อยแสง (Wide Dynamic) ก็จะมีที่เป็นกล้องวงจรปิด CS mount และ DOME ท่านใดชอบแบบใดก็เลือกที่ใช้ให้ตรงกับร้านทองที่จะติดตั้งนะคะ

3.สำหรับสถานที่ๆมีแสงมากหรือน้อย มีผลต่อภาพของกล้องวงจรปิดเช่นกัน เราดูได้จาก Lux ของกล้อง 0.1… 1.5 เป็นต้น Lux ยิ่งน้อย ความต้องการรับแสงของกล้องยิ่งต่ำ หากแสงไฟไม่เพียงพอ ภาพที่เราเห็นจะเป็นเม็ดๆ กวนขึ้นมาที่จอภาพ โดยประมาณ แสงไฟนีออนหลอดยาว 1-2 ดวงขึ้นไป ใช้ได้กับ 1.5 Lux ลงมาก็เห็นภาพได้ดี

4.เรื่องมุมมองในการติดตั้งกล้องวงจรปิด ในที่นี้จะพูดถึง เลนส์ของกล้องวงจรปิด มีตั้งแต่ 1.78 ….– 25 mm. แต่เลนส์มาตรฐานที่ใช้โดยทั่วไปก็จะเป็น 4 ....16 mm. เลนส์เบอร์ยิ่งน้อยจะยิ่งกว้าง เก็บรายละเอียดในสถานที่ได้มาก แต่วัตถุสิ่งของจะมีขนาดเล็ก และตรงข้ามกันเบอร์ยิ่งสูง จะยิ่งมีมุมมองแคบ และวัตถุสิ่งของจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้มุมของภาพระหว่างเลนส์ต่างๆ ขนาดของ CHIP กล้อง (1/2",1/3",1/4") และ ความละเอียดของ TVL ของกล้องวงจรปิด ก็มีผลในการแสดงภาพเช่นกัน
โดย    เมื่อ 25-03-2009 08:32:42                  - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -