RSS Submit
ISO 9001:2008 ปัจจัยความสำเร็จขององค์กรคุณภาพ

ข่าวไอที

วิธีป้องกันการถูกแอบอ้างตัวตนบนเน็ต ตอนที่ 2
5. เสิร์ชอย่างปลอดภัย เพื่อความปลอดภัยในการค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ แนะนำให้ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส หรือโปรแกรมเสริมการทำงานที่มีระบบตรวจสอบความปลอดภยของลิงค์ต่างๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นของเสิร์ชเอ็นจิ้นด้วย โดยหากโปรแกรมเหล่านี้พบว่า ลิงค์ที่ค้นไม่ได้ไม่ปลอดภัยก็จะแสดงไอคอนเตือนให้ทราบทันที ซึ่งหากไม่มี คุณผู้อ่านก็อาจจะคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์อันตรายที่หลอกขอข้อมูลไปจนถึงแฮคเข้าไปในระบบผ่านช่องโหว่ของบราวเซอร์

6. ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยอยู่เสมอ โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ของคุณควรได้รับการตั้งพาสเวิร์ดทีแข็งแรง เพื่อป้องกันการแอบใช้ หรือเจาะเข้าไปนำข้อมูลของคุณออกมาโดยง่าย ตลอดจนอัพเดตโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ การดูแลระบบให้แข็งแรงจะช่วยป้องกันการบุกรุกเข้าไปควบคุม หรือขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของคุณขณะออนไลน์ได้เป็นอย่างดี หากเป็นไปได้ ไม่ควรให้ยืมคอมพิวเตอร์กับคนแปลกหน้า และหากส่งซ่อมควรถอดฮาร์ดดิสก์ออกก่อน (หากฮาร์ดดิสก์ไม่เสีย) หรือสำรองข้อมูลสำคัญออกมา แล้วลบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ออกไป

7. คิดก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องทีเกียวข้องกับข้อมูลส่วนตัว ดังนั้นกฎเหล็กข้อหนึงในการป้องกันการขโมย และแอบอ้างข้อมูลส่วนตัวบนออนไลน์ไปใช้ก็คือ อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เข้ามาในอีเมล์ ลบข้อมูลสำคัญๆ ออกไปจากเครื่องก่อนซ่อม หรือขายออกไป เพราะขโมยไม่ได้มีแค่ในโลกออนไลน์เท่านั้น

ความจริงยังมีวิธีป้องกันตัวเองอีกมากมาย แต่เชื่อว่า 7 ข้อที่นำเสนอในข่าวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านพอสมควร สำหรับคุณผู้อ่านท่านใด ทีมีวิธีการป้องกันดีๆ และอยากแชร์ให้ผู้อ่านท่านอื่นๆ ก็คอมเมนต์กันเข้ามาได้เลยนะครับ สังคมออนไลน์จะได้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านคjt :p
อ้างอิงจาก :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
วิธีป้องกันการถูกแอบอ้างตัวตนบนเน็ต ตอนที่ 1
จากกรณีที่เกิดขึ้นกับดาราสาวและนักธุรกิจอย่าง "เชอรี ผุงประเสิร์ฐ" หรือ "เชอรี่ หนูผี" ที่ได้รับอีเมล์หลอกให้ส่งข้อมูลเกียวกับยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ดของอีเมล์ทีใช้ไปนั้น น่าจะเป็นบทเรียนอย่างดีที่จะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีความระแวดระวังตัวเองมากขึ้น ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นกับดาราสาวไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ก็ยังพบว่า มีผู้ใช้ที่ตกเป็นเหยื่อโจรผู้ร้ายเหล่านี้บนเน็ตอยู่ตลอดเวลา
ด้วยความห่วงใยคุณผู้อ่านทุกท่าน ทางกองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip จึงเล็งเห็นว่า น่าจะเป็นการดีหากจะนำเรื่องราวของการป้องกันการถูกแอบอ้างตัวตนของผู้ใช้บนอินเทอร์เน็ต (Online Identity) เนื่องจากโดนหลอกขโมย หรือแฮคข้อมูลไปจากระบบ มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึง ซึ่งข้อปฏิบัติขันตอน ตลอดจนคำแนะนำต่างๆ เหล่านี้น่าจะช่วยให้คุณผู้อ่านไม่ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของผู้ไม่หวังดี
1. การอนุญาตให้แชร์ข้อมูลส่วนตัว แนะนำให้ลงทะเบียนในเว็บไซต์เฉพาะช่องที่ทางเว็บไซต์ต้องการข้อมูลจริงๆ ส่วนช่องอื่นๆ พิจารณาดูตามความเหมาะสม จากนั้นกวาดสายตาหาเช็คบ๊อกซ์ที่ระบุว่า มีการแชร์ข้อมูลส่วนตัวของคุณ ทางดีควรปฏิเสธการแชร์ข้อมูลจะดีกว่า ด้วยการเลือก หรือไม่เลือกเช็คบ๊อกซ์นั้น (อ่านเงื่อนไขก่อนนะค่ะว่า การเลือก หรือไม่เลือกนั้นหมายความว่าอย่างไร?)
2. ธุรกรรมออนไลน์ต้องมีกุญแจล็อค ทุกครั้งทีทำธุรกรรมออนไลน์ ให้สังเกตสัญลักษณ์ที่เป็นรูปแม่กุญแจล็อค (Lock) ทีบริเวณแถบสถานะ (Status bar) ที่อยู่ด้านล่างของบราวเซอร์ และ https:// ที่ปรากฎเป็นคำแรกในช่องแอดเดรสบาร์ (Address Bar) ซึ่งการปรากฎของข้อมูลทั้งสองอย่างนี้จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของคุณได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย
3. ระวังฟิชชิ่ง (Phising Scam) หากได้รับอีเมล์แจ้งปัญหาเกียวกับบัญชี (username, password หรือหมายเลขบัญขีธนาคาร) การใช้บริการของธนาคารออนไลน์ หรือสถาบันการเงินออนไลน์ต่างๆ อย่าคลิกลิงค์ที่ปรากฎในอีเมล์ หรือให้ข้อมูลกลับไป (เช่นกรณีทีเกิดกับคุณ "เชอรี่ ผุงประเสิร์ฐ" ซึ่งหากอีเมล์นั้นใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยอาจจะยิ่งอันตราย เพราะผู้ไม่หวังดีอาจใช้อีเมล์นี้ในการร้องขอพาสเวิร์ดอัตโนมัติ หรืออ้างว่าลืมจากทางธนาคารได้) ควรจะคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ธนาคาร เพื่อตรวจสอบว่า แอคเคาต์ของคุณมีปัญหาจริง หรือไม่? ซึงหากพบว่า ปกติดี ให้คุณรีบแจ้งทางธนาคารให้ทราบว่า มีการโกงในลักษณะนี้ เพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายกับผู้อื่นด้วย อ้อ...อย่าตกม้าตายด้วยการลืม Log out (Sign out) ทุกครั้งที่ใช้อีเมล์ หรือบริการเหล่านี้ด้วยนะค่ะ
4. ใช้บราวเซอร์ทีมีระบบการป้องกันฟิชชิ่ง บราวเซอร์ IE, Firefox จะมีระบบตรวจจับเว็บไซต์ปลอม โดยจะแสดงผลเน้นชื่อโดเมนของเว็บไซต์ให้เห็นเด่นชัด ดังนั้นทุกครั้งก่อนกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มออนไลน์ใดๆ โดยเฉพาะบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือสถาบันการเงินต่างๆ ควรสังเกตชื่อโดเมนในช่อง Address Bar ทุกครั้ง
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความแตกต่างระหว่าง http:// กับ https://
ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ http vs https ที่เราเห็นบ่อยๆ แต่ไม่รู้ความแตกต่างว่า ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า "Secure" หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต
เวลาเราท่อง website และอาจต้องทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น ซื้อของ ใส่รหัสบัตรเครดิต อะไรทำนองนี้
ต้องระวังง่ายๆ โดยดูว่า website ที่เราจะทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวของเราลงไปนั้นเป็น http:// หรือ https://
https:// ตัว S ที่ต่อท้าย มีความหมายว่า "Secure" หรือก็คือ ปลอดภัย สำหรับการซื้อ การกรอกฟอร์ม เช่น บัตรเครดิต ใน website ที่เป็น https
แต่ถ้าเราจะไปซื้อของ หรือ กรอกข้อมูลบัตรเครดิต ผ่านทาง website ที่เป็น http ไม่มี S ต่อท้าย ก็เตรียมตัวโดนแฮกข้อมูลส่วนตัวได้เลย เพราะมันไม่ secure


อ้างอิงจาก www.kapook.com
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กสทเล็งระดมทุนหมื่นล้านรับ3จี
บอร์ดกสทอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการรับมือ 3จีและรายได้จากส่วนแบ่งสัมปทานหดหาย จี้ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางระดมทุน1-2หมื่นล้านบาทเสริมสภาพคล่อง
นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการ บมจ. กสท โทรคมนาคม กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วานนี้ ( 25 พ.ย.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติแผนพลิกฟื้นกิจการของบริษัท เพื่อเตรียมรับมือการเปิดให้บริการ 3 จี จากการประมูลคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่อาจส่งผลให้ กสท สูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน
ขณะเดียวกัน บอร์ดได้สั่งให้ฝ่ายบริหาร ทำการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้และระเบียบทางกฎหมาย ในการระดมทุนขั้นต้น 1-2 หมื่นล้านบาท ในรูปแบบของพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ หรือตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เพื่อเตรียมเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการลดลงของรายได้จากสัญญาสัมปทาน และหากรายได้ใหม่เข้ามาทดแทนไม่ทัน ก็ยิ่งต้องเร่งระดมทุน คาดว่าวงเงินดังกล่าว ต้องเตรียมพร้อมไว้ในปี 2553
ทั้งนี้ บอร์ดสั่งการให้เริ่มศึกษารายละเอียดไว้ เพื่อเตรียมเสนอกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นว่าจะอนุมัติหรือไม่ รวมถึงกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าด้วยหรือไม่ พร้อมย้ำว่า กสท ไม่เคยก่อหนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เมื่อมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจและสภาพคล่องของบริษัท ก็ต้องเตรียมการรับมือ พร้อมกับเร่งโครงการต่างๆ
ด้านวงเงินประมาณการณ์ 1-2 หมื่นล้านบาท เป็นการพิจารณาจากภาระที่ กสท ต้องดำเนินการและแผนการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ เช่น การจ่ายค่าติดตั้งโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเออีก 3 งวดที่เหลือ งวดละ 1,872 ล้านบาท, โครงการลากโครงข่ายใยแก้วนำแสงรองรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับลูกค้าถึงหน้าบ้าน หรืออาคารสำนักงาน โรงแรม (ไฟเบอร์ ทู เดอะ เอ็กซ์) ประมาณ 6 พันล้านบาท และเงินที่เตรียมไว้สำหรับซื้อกิจการซีดีเอ็มเอส่วนกลาง 25 จังหวัด จากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด (ฮัทช์) ที่จะเสนอมูลค่าการซื้อในการประชุมบอร์ดวันที่ 14 ธ.ค. นี้
เขากล่าวว่า แม้ปัจจุบัน กสท จะมีเงินสดในธนาคารประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ก็ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ พร้อมทั้งไม่ยืนยันตัวเลขเงินลงทุนที่ก่อนหน้านี้เขาเคยระบุว่า น่าจะอยู่ในวงเงินประมาณ 5 พันล้านบาท
“ ไฟเบอร์ ทูเดอะเอ็กซ์ จะเริ่มปีหน้า และเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2554 ส่วนการซื้อซีดีเอ็มเอส่วนกลาง เมื่อร่วมกับภูมิภาค จะรับรู้รายได้ทันทีประมาณ 4 พันล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอชดเชยรายได้จากสัญญาสัมปทานปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท” นายกฤษดากล่าว
สั่งหาที่ปรึกษา แปรสัมปทาน
นอกจากนี้ บอร์ดได้สั่งการให้ที่ฝ่ายบริหารศึกษาแนวทางการแปรสัญญาสัมปทานอย่างจริงจังมากขึ้น และต้องหาที่ปรึกษามาช่วยวิเคราะห์แนวทางให้ได้ในปีนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปทั้ง กสท และเอกชน ก่อนที่จะเสนอให้ ครม.อนุมัติ รวมถึงหาทางออกปัญหาการแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้องในอดีตด้วย ซึ่งอาจจะมีทั้งค่าเช่าโครงข่าย หุ้น และเป็นการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจของ กสท ในอนาคต ต้องให้ที่ปรึกษาช่วยวิเคราะห์
"ก่อนหน้านี้อาจมีหลายฝ่ายไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแปรสัญญาสัมปทาน แต่เชื่อว่าตอนนี้เริ่มจะเห็นกันแล้ว กระทรวงการคลังก็ออกมาบอกแล้วว่าให้หาแนวทางได้เลย เพราะมีปัจจัยมากที่ต้องวิเคราะห์ เช่น หาก กสท เข้าไปถือหุ้นในดีแทคและทรูมูฟ ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกัน จะมีปัญหาขัดกับกฎระเบียบ หรือขัดเรื่องนโยบายหรือไม่" นายกฤษดากล่าว
เขากล่าวว่า ปัจจุบัน ทรูมูฟ เป็นบริษัทที่แสดงความสนใจที่จะแปรสัญญาสัมปทานมากที่สุด อาจเพราะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 มีต้นทุนสูง มีผลประกอบการขาดทุน จึงอยากดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะมีแนวทางความร่วมมืออื่นๆ รออยู่ด้วย เช่น การใช้คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ เป็นต้น
ทีดีอาร์ไอจี้เลิกสัมปทานมือถือ
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการสัมมนาวิชาการ”การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม” จัดโดยทีดีอาร์ไอ วานนี้ว่า กรณีศึกษาที่พบว่าเข้าข่ายของการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเกินจากสัมปทาน คือ การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของเอไอเอส เมื่อปี 2539 ขยายสัญญาจาก 20 เป็น 25 ปี เพื่อแลกกับสิทธิผูกขาด ต่อมาในปี 2544 ก็ลดค่าสัมปทานระบบพรีเพดจาก 25%เหลือ 20% อีกทั้งในปี 2545 ให้หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งก่อนจ่ายค่าสัมปทานได้
ส่วนกรณีของดีแทคก็เช่นกัน ในปี 2536 ได้ขยายสัญญาจาก15 ปี เป็น 22 ปี ต่อมาในปี 2539 ได้มีการขายแบ่งคลื่นความถี่ที่ถือครองไว้มากให้กับทางทรูมูฟกว่า 4 พันล้านบาท และปีเดียวกันยังได้รับการขยายสัญญาเพิ่มอีกจาก 22 ปีเป็น 27 ปี และในปี 2544 ได้ลดค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือแม้แตในกรณีของ ทรูมูฟ ในปี 2543 ก็ได้ลดค่าสัมปทาน ต่อมาปี 2551 ได้ต่อสัญญาสัมปทานไปอีก 5 ปี
อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาเหล่านี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่าไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย และปีนี้ รัฐบาลก็เตรียมที่จะออกใบอนุญาติระบบ 3จี โดย กทช. ซึ่งสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องของการโอนถ่ายระบจาก 2จี ไปยังระบใหม่คือ 3จี มีการลดค่าสัมปทานบางส่วน ซึ่งจะเข้าข่ายของการหลบเลี่ยงการจ่ายสัมปทาน อย่างไรก็ตามกรณียังไม่ได้ข้อยุติ คงต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง
"ควรเลิกระบบสัมปทานให้เหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยปรับไปสู่การแข่งขันเสรีในระบบใบอนุญาต ยกเว้นกรณีที่รัฐจำเป็นต้องเป็นเจ้าของโครงข่ายต่อไป ก็ควรให้สัมปทานโดยการประมูลเป็นหลัก เพื่อให้ผลตอบแทนส่วนเกินของเอกชนกลายเป็นผลระโยชน์ของรัฐหรือผู้บริโภค และควรมีข้อกำหนดให้สามารถเจรจาต่อรองผลตอบแทนได้ เพื่อป้องกันการประมูลที่สูงเกินไป โดยหวังที่จะเจรจาแก้สัญญาภายหลัง" นายสมเกียรติกล่าว
เร่งจัดการข้อพิพาทหัวเว่ย
นายกฤษดา กล่าวต่อไปว่า การระงับข้อพิพาทระหว่าง กสท กับ หัวเว่ย กรณีการส่งมอบโครงข่ายซีดีเอ็มเอส่วนภูมิภาค ได้กำหนดเป็นหัวข้อ 10 ประเด็นหลักๆ ที่หัวเว่ยได้เสนอแนวทางมาให้ กสท พิจารณาแล้ว ทางบอร์ดเห็นชอบ 5 ประเด็น และไม่เห็นชอบ ทั้งเสนอให้ หัวเว่ยทำข้อเสนอมาใหม่โดยเร็ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบกับรูปคดีในชั้นศาลได้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นหนึ่งที่ กสท ไม่เห็นด้วย คือ หัวเว่ยเรียกเก็บดอกเบี้ย 7.5% มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท จากการจ่ายค่างวด 3 งวดช้ากว่ากำหนดมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ กสท ได้ปฏิเสธการจ่าย เพราะเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการส่งมอบโครงข่ายช้า ทำให้มีการคิดค่าปรับกว่า 3 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งหัวเว่ย อ้างตาม มติ ครม. สมัยนั้นให้สามารถขยายเวลาการติดตั้งได้จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ยังต้องเจรจาในประเด็นนี้กันก่อน
อีกทั้ง กสท ได้เสนอให้หัวเว่ย ทำหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย รับรองว่า หากศาลมีคำตัดสินออกมาในทางที่ กสท จะได้รับประโยชน์ หัวเว่ยต้องดำเนินการปรับปรุงอุปกรณ์ อีวี- ดีวี (EV-DV) ในโครงข่ายให้ใหม่ แม้ว่าทางควอลคอมม์จะไม่ผลิตอุปกรณ์นี้แล้ว ก็ต้องรอการตัดสินชี้ขาดจากศาลว่า จะมีทางออกอย่างไร
จับมือ อสมท ให้บริการไวแมกซ์
นายกฤษดา กล่าวอีกว่า ขณะนี้บอร์ด กสท และบอร์ด อสมท ได้อนุมัติหลักการความร่วมมือระหว่างกัน และเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้บริการไวแมกซ์ ผ่านคลื่นความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่ง อสมท จะเป็นผู้ให้บริการมัลติมีเดีย ส่วน กสท จะให้บริการด้านโครงข่าย และบริการบางส่วน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบริการแอพพลิเคชั่นอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม อสมท จะให้บริการได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ อสมท ต้องไปเจรจากับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เอง แต่ กสท จะเตรียมพร้อมไว้ รวมถึงเตรียมปรับโฉมศูนย์บริการทั่วประเทศ หลังจากที่มีการรีแบรนด์มาแล้ว ให้มีความหลากหลายพร้อมให้บริการกับลูกค้ามากขึ้น ทั้งจากบริการซีดีเอ็มเอทั่วประเทศ และบริการไวแมกซ์ร่วมกับ อสมท
ที่ประชุมบอร์ดวานนี้ ยังได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลพิเศษให้กระทรวงการคลัง ประจำไตรมาสที่ 3 เพื่อชดเชยรายได้จากภาษีสรรพสามิต มูลค่า 1,245 ล้านบาท
กทช. เลื่อน3จีรอกรรมการใหม่
นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช. วานนี้ ( 25 พ.ย.) มีมติสั่งการให้เตรียมข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ และการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี เพื่อให้ กทช. ชุดใหม่ศึกษาหลังมีการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่ง
จากนี้ สำนักงานฯ จะทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และรอการตีความจากกฤษฎีกาว่า กทช. มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่หรือไม่ เพื่อเสนอให้ กทช. ชุดใหม่เป็นคนตัดสินใจ ขณะที่ กทช. ชุดปัจจุบันจะไม่มีการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายหรือ 3 จี อีกแล้ว
ส่วนขั้นตอนการแต่งตั้ง กทช. ทางวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอโปรดเกล้าฯ ตาม มาตรา 15 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ รายชื่อจึงจะถูกส่งมาที่สำนักงาน เพื่อเตรียมจัดให้ กทช. ใหม่ประชุมเลือกประธาน และส่งให้นายกรัฐมนตรีเสนอโปรดเกล้าฯ อีกครั้ง
นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นคุณสมบัติของผู้ที่จะรับตำแหน่ง กทช. ใหม่ ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะผ่านการตรวจสอบมาแล้วหลายขั้นตอนทั้ง คณะกรรมการสรรหา และวุฒิสภา
แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีวานนี้ (25 พ.ย.) กองปราบส่งหมายเรียกนายบัณฑูร สุภัควณิช อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ผู้ได้รับเลือกเป็น 1 ในกรรมการ กทช. คนใหม่ เพื่อไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน เนื่องจากพบว่าสำนักงบประมาณมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ นั้น คาดว่ามีความเกี่ยวข้องจากการไปให้ปากคำ และให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการซื้อจักรยานยนต์ของตำรวจเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ร่วมกระทำผิดแต่อย่างใด
"อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ยังไม่มีข้อสรุปออกมา"
สว.ชี้เป็นขั้นตอนของสนง.กทช.
นายอนันต์ วรธิติพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ขั้นตอนของวุฒิสภาได้ผ่านไปแล้ว จากนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต้องประชุม และเป็นผู้ทำเรื่องเสนอโปรดเกล้าฯ ถ้าโปรดเกล้าฯ ก็จบ แต่ถ้าไม่โปรดเกล้าฯ จะต้องดำเนินการสรรหาใหม่
ส่วนการดำเนินการลงมติเลือก กทช. ใหม่นั้น สว.ไม่มีข้อมูลส่วนที่เป็นคดีความ ขั้นตอนสรรหาก็ไม่มีเสนอ รวมทั้งที่ได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานอื่นๆ ก็ไม่ปรากฎข้อมูล การสรรหาจึงดำเนินการไปตามปกติ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก
ขณะที่มีผู้กล่าวหาว่า ประธานที่ประชุมชี้นำนั้น เขาเห็นว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นความเห็นร่วมกันของสว.หลายๆ คนมากกว่า


อ้างอิงจาก : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เตือนผู้ใช้ IE ปิด JavaScript ด่วน!!!
ด่วน!!! ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้บราวเซอร์ Internet Explorer เวอร์ชัน 6 หรือ 7 บนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows XP หรือ Windows Vista ให้ปิด (disable) การทำงานของฟังก์ชันจาวาสคริปท์ (JavaScript) ทันที เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากพบว่า โค้ดอันตรายทีได้มีการพิสูจน์ทราบการทำงานของช่องโหว่ดังกล่าว (ซึ่งไม่ได้มีการตรวจพบก่อนหน้านี้) ถูกเผยแพร่กระจายบนเน็ตแล้วสำหรับช่องโหว่ที่พบล่าสุดจะเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์เข้าควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ เพียงผู้ใช้เข้าไปยังเว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบในบราวเซอร์ IE เวอร์ชัน 6 หรือ 7 (ผู้ใช้ IE 8 ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้) โดยโค้ดโปรแกรมที่ใช้พิสูจน์ทราบการทำงาน (proof of concept) ของช่องโหว่ที่ว่านี้ได้มีการเผยแพร่บนเว็บแล้ว นั่นหมายความว่า โค้ดดังกล่าวน่าจะถูกนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง
Symantec บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยแนะนำผู้ใช้บราวเซอร์ IE 6 หรือ 7 ให้ยกเลิก (disable) การทำงานของ JavaScript ใน IE เป็นการด่วน และควรแน่ใจด้วยว่า ได้อัพเดตแอนตี้ไวรัสเรียบร้อยแล้ว "การใช้ช่องโหว่ในขณะนี้แมัจะยังทำได้ไม่เต็มร้อย แต่คาดว่า การใช้ช่องโหว่ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้บุกรุกจะสามารถแทรกตัวเข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อผ่านเข้าไปในระบบของเหยื่อผ่านทางช่องโหว่ดังกล่าวได้"
คุณผู้อ่านที่ใช้ IE7 สามารถยกเลิกการทำงานของ JavaScript ได้โดยคลิกเมนู Tools เลือกคำสั่ง Internet Options คลิกแท็บ Security แล้วคลิกปุ่ม Custom Level เลื่อนลงมาจนพบรายการ "Scripting" คลิก Disable สำหรับผู้ใช้ IE6 ก็จะมีขั้นตอนในลักษณะเดียวกัน หลังจากยกเลิกจาวาสคริปท์แล้ว ผู้ใช้จะต้องรีสตาร์ทบราวเซอร์ใหม่ด้วย
อ้างอิงจาก : www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กูเกิ้ลเพิ่ม"ไซด์บาร์"จัดระเบียบผลลัพธ์
จะพยายามออกแบบให้ส่วนติดต่อผู้ใช้ (user interface) มีความเรียบง่ายเพียงใดก็ตาม ผู้ใช้ก็ยังคงรู้สึกสับสนกับผลลัพธ์ที่ค้นหาได้อยู่ดี ซึ่งสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว มาริสซ่า เมเยอร์ (Marissa Mayer) รองประธานบริษัทฝ่ายผลิตภัณฑ์เสิร์ชที่รับผิดชอบงานนี้โดยตรงกล่าวว่า กูเกิ้ลจะเริ่มทดสอบ"ไซด์บาร์" (sidebar) ที่อยู่ติดถาวรบนหน้าผลลัพธ์ ทั้งนี้ทางกูเกิ้ลจะเริ่มต้นทดสอบกับผู้ใช้กลุ่มเล็กๆ ก่อน
ปกติแล้ว กูเกิ้ลจะไม่นิยมเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บบ่อยนัก ล่าสุดก็จะมีในส่วนของไซด์บาร์ "Show options" (แสดงตัวเลือก...) ที่หากไม่บอก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ทราบ หรือให้ความสนใจมันเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากมันไม่เป็นไซด์บาร์ที่สามารถเลือกให้ซ่อน หรือแสดงผลออกมาได้ แต่สำหรับไซด์บาร์เวอร์ชันใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้แคบขึ้น โดยสามารถเลือกค้นในหมวด (categories) ที่สนใจโดยเฉพาะได้อีกด้วย ที่สำคัญยังคงรูปแบบการใช้งานที่ง่าย และน่าใช้เหมือนเดิม ซึ่งไซด์บาร์ที่ว่านี้จะคอยอำนวยความสะดวกในหน้าผลลัพธ์ โดยจะอยู่ฝั่งซ้่ายของหน้าจอผลลัพธ์ตลอดเวลา
ปกติแล้ว กูเกิ้ลจะไม่นิยมเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บบ่อยนัก ล่าสุดก็จะมีในส่วนของไซด์บาร์ "Show options" (แสดงตัวเลือก...) ที่หากไม่บอก ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ทราบ หรือให้ความสนใจมันเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากมันไม่เป็นไซด์บาร์ที่สามารถเลือกให้ซ่อน หรือแสดงผลออกมาได้ แต่สำหรับไซด์บาร์เวอร์ชันใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้แคบขึ้น โดยสามารถเลือกค้นในหมวด (categories) ที่สนใจโดยเฉพาะได้อีกด้วย ที่สำคัญยังคงรูปแบบการใช้งานที่ง่าย และน่าใช้เหมือนเดิม ซึ่งไซด์บาร์ที่ว่านี้จะคอยอำนวยความสะดวกในหน้าผลลัพธ์ โดยจะอยู่ฝั่งซ้่ายของหน้าจอผลลัพธ์ตลอดเวลา

อ้างอิงจาก: www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
9 อันดับโน้ตบุ๊กเริ่ม"เอ๋อ"ภายใน 3 ปี
Square Trade ผู้ให้บริการรับประกันเครื่องคอมพิวเตอร์รายใหญ่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอันดับของผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กที่มีเปอร์เซ็นต์ความผิดปกติของการทำงาน (malfunction) ภายใน 3 ปี โดยโน้ตบุ๊กที่มีความผิดปกติของเครื่องต่ำสุดได้แก่ Asus ในขณะที่เปอร์เซ็นต์สูงสุดเป็น HP ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดโน้ตบุ๊กที่มีผู้ใช้มากที่สุด
SquareTrade ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตราความเสียหายของโน้ตบุ๊กภายใน 3 ปี โดยจัดอันดับตามเปอร์เซ็นต์ความเสียหายของเครื่องที่มีการเอาประกันกับทางบริษัท ซึ่งผลปรากฎว่า โนัตบุ๊กของ Asus มีเปอร์เซ็นต์ความผิดปกติของการทำงานภายใน 3 ปีต่ำสุดอยู่ที่ 15.6% ตามด้วย Toshiba (15.7%) และ Sony (16.8%) ส่วนโน้ตบุ๊กของ HP มีเปอร์เซ็นต์ความผิดปกติของเครื่องสูงสุดคือ 25.6% อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้วพบว่ามากกว่า 31% ของโน้ตบุ๊กทั้งหมดจะมีความผิดปกติภายใน 3 ปีแรก
นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเน็ตบุ๊ก (Netbook) ด้วย โดยข้อสรุปที่น่าตกใจก็คือ โดยเฉลี่ย 20% ของเน็ตบุ๊กจะมีปัญหาภายในปีแรก ตามมาด้วยโน้ตบุ๊กสำหรับผู้ใช้ระดับกลาง และไฮเอ็นด์
Square Trade กล่าวว่า ผลการวิจัยข้อมูลในครั้งนี้ทางบริษัทได้สุ่มเลือกแลปทอป และเน็ตบุ๊กมากกว่า 30,000 เครื่องที่อยู่ในแผนการรับประกันของทางบริษัท โดยแต่ละแบรนด์ที่สุ่มขึ้นมาจะต้องมีจำนวนอย่างน้อย 1000 เครื่้อง ซึ่งได้แก่ Acer, Apple, Asus, Dell, Gateway, HP, Lenovo, Sony และ Toshiba สำหรับความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือซอฟต์แวร์จะไม่ได้ถูกนับรวมในการจัดทำสถิติครั้งนี้ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกเข้าไปดูที่ SquareTrade
ข้อมูลจาก: SquareTrade

                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
"ยูทูบ" อัพเกรดวิดีโอไฮเดฟฯ 1080p
ประสบการณ์ไฮเดฟินิชั่นทำให้ผู้บริโภคต้องการรับชมวิดีโอที่มีความคมชัดสูงขึ้น ไม่เว้นแม้ต่คลิปวิดีโอที่ให้บริการในยูทูบ (YouTube) ซึ่งก่อนหน้านี้ทางเว็บไซต์ได้ยกระดับวิดีโอที่เล่นให้สามารถมีความละเอียดที่ 720p กันไปแล้ว ล่าสุดทางยูทูบประกาศอัพเกรดอีกครั้งด้วยการเพิ่มความละเอียของวิดีโอไฮเดฟที่เล่นเป็น 1080p (1920 x 1080) โดยจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
สำหรับประเด็นดังกล่าวได้รับการยืนยันโดย Hunter Walk ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของยูทูบ โด็ยเขาได้กล่าวอีกด้วยว่า คลิปวิดีโอมากกว่าครึ่งหนึ่งได้ถูกเข้ารหัสอีกครั้งด้วยฟอร์แมตวิดีโอไฮเดฟฯใหม่แล้วด้วย แม้ว่าจะยังยังคงจำกัดความยาวของคลิปวิดีโอไว้ที่อัพโหลดได้สูงสุดไม่เกิน 10 นาที แต่ขนาดไฟล์ที่อัพโหลดขึ้นไปจะสามารถใหญ่กว่าเดิมที่จำกัดไว้ที่ 2GB ได้

Walk ยังกล่าวอีกด้วยว่า ฟอร์แมตสำหรับการเล่นวิดีโอไฮเดฟฯบนยูทูบได้ผ่านการทดสอบแล้ว และถึงแม้จะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล เพื่อรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก ทางบริษัทก็ไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า การที่ยูทูบอัพเกรดวิดีโอที่เล่นขึ้นไปไฮเดฟฯจะทำให้ทำให้มันสามารถร่วมมือกับเจ้าของคอนเทนต์ในตลาด แถมยังสามารถให้บริการคอนเท็นต์พรีเมี่ยม (เก็บค่าบริการรับชม) ได้ในอนาคตอีกด้วย

ปัจจุบันคลิปที่เป็นไฮเดฟฯในเว็บไซต์ที่มีอยู่ทั้งหมดมีการโหลดไปชมประมาณ 10% เท่านั้น ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของแบนด์วิดธ์ รวมถึงคอนเท็นต์พวกนี้ส่วนใหญ่มากจากสมาร์ทโฟน โดยในปีนี้ยอดการอัพโหลดคลิปวิดีโอจากมือถือเติบโตถึง 2,000% เลยทีเดียว คลิกชมตัวอย่างคลิป YouTube 1080p

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ว้าว!!! เครื่องแปลงคาสเซทเทปเป็น MP3
เชื่อว่า คุณผู้อ่านบางท่านน่าจะมีโอกาสได้ใช้เครื่องเล่นเทปคาสเซท (cassette tape) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีตลับเทปเหล่านี้เก็บไว้ แต่ไม่ได้ฟังจนฝุ่นจับ ครั้นจะแปลงเป็นไฟล์เอ็มพีสาม (mp3) ก็ให้ลำบากยุ่งยากเสียนี่กระไร แก็ดเจ็ตชิ้นนี้ช่วยท่านได้ครับ เพราะมันคือ Ion Tape Express ที่สามารถแปลงเพลงที่เล่นจากเทปคาสเซทเหล่านี้ไปเป็นไฟล์ MP3 ในคอมพิวเตอร์ของคุณได้ทันที...ว้าว!!!
Ion Tape Express เป็นผู้ช่วยสำหรับงานนี้ทีใช้งานได้ง่ายมาก เพียงแค่ใส่แผ่นเทปเพลงที่คุณชื่นชอบเข้าไปในตัวเครื่องที่ดูคล้ายเครื่องเล่นซาวด์อะเบาท์ในอดีต แล้วเชื่อมต่อมันเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่านทางพอร์ต USB สั่งรันซอฟต์แวร์ EZ Tape Converter ที่มาด้วยกัน จากนั้นเปิดเครื่องเล่นเพลงที่โปรด ซอฟต์แวร์จะทำการบันทึกเพลงๆ นั้นเป็นไฟล์ MP3 เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ราวกับร่ายเวทย์มนต์ สำหรับไฟล์เพลงที่ได้สามารถนำไปใส่ในไลบรารี่ของ iTunes เพื่อส่งเข้า iPod หรือเครื่องเล่น MP3 ตลอดจนเขียนแผ่นซีดีได้ตามต้องการ
ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ข้างต้นว่า หน้าตาของเจ้า Ion Tape Express มันช่างดูคล้ายซาวด์อะเบาท์เสียนี่กระไร ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ คุณสามารถใช้มันเป็นเครื่องเล่นที่พกติดตัวไปพร้อมกับเทปคาสเซทเพลงโปรด เพื่อนำไปฟังในสถานที่ต่างๆ เหมือนได้ย้อนวันเก่าๆ ในอดีต (เด่นเลยล่ะ) Ion Tape Express ทำงานด้วยแบตเตอรี่ AA 2 ก้อน Ion Tape Express สามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Windows XP และ Vista หรือเครื่อง Mac สนนราคาสั่งจองล่วงหน้าอยูที่ 82 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,800 บาทครับ

อ้างอิงจาก :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
หนอนไวรัสจ้องโจมตีผู้เล่นเกมส์ออนไลน์
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตือนผู้เล่นเกมส์ออนไลน์กำลังตกเป็นเป้าหมายของหนอนไวรัสคอมพิวเตอร์ที่จ้องโจมตี เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัว โดยล่าสุด หนอน Taterf ได้แพร่กระจายติดไปยังผู้ใช้มากกว่า 4.9 ล้านรายภายในระยะเวลา 6 เดือน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 156% เทียบกับหกเดือนก่อนหน้านั้น
ในขณะที่หนอนกำลังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่มีอัตราการเติบโตเกือบสองเท่า ภัยคุกคามอื่นๆ อย่างเช่น โทรจัน และแอดแวร์ กลับมีแนวโน้มของการโจมตีลดลง Microsoft Security Intelligence Report กล่าวว่า โดยสถิติในช่วงหกเดือนแรกของปี 2009 โดยเฉลี่ยพบว่า ในทุกๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีคอมพิวเตอร์ในอังกฤษที่ติดหนอนไวรัส 7 เครื่องด้วยกัน ซึ่งเจ้าหนอนร้าย Taterf มีเป้าหมายของการโจมตีอยู่ที่ เกมส์ออนไลน์ที่เล่นพร้อมกันหลายคน หรือ MMORPGs (Massively Multiplayer Online Role-Playing Games)
สำหรับเกมส์ออนไลน์หลักๆ ที่ตกเป็นเป้าโจมตีได้แก่ World of Warcraft, Rainbow Island, Lineage, Gamania และ Cabal Online โดยนอกจากหนอนพวกนี้จะกำลังขโมยข้อมูลส่วนตัวจากเครื่องของผู้เล่นเกมส์แล้ว มันยังสามารถแพร่กระจายตัวเองผ่านทางแฟลชไดรฟ์ที่เสียบทางช่อง USB เพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายทั้งทีทำงาน และที่บ้านได้อีกด้วย
Vinny Gulluto ผู้บริหารระบบรักษาความปลอดภัยจากไมโครซอฟท์กล่าวว่า "มันมีวิธีต่างๆ มากมายที่เกมเมอร์ และผู้ใช้เว็บสามารถปกป้องคอมพิวเตอร์ของพวกเขาได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของหนอนไวรัสเกิดขึ้นตลอดเวลา ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่า แอพพลิเคชัน(ป้องกันไวรัส หรือแอพพลิเคชันมีช่องโหว่)ได้รับการได้อัพเดตตลอดเวลา รวมถึงการมีไฟร์วอลด้วย" ยิ่งอินเทอร์เน็ตมีความเร็วสูงมากเท่าใด โอกาสที่ผู้ใช้จะติดไวรัสจะสูงขึ้นไปตามนั้นด้วย
นอกเหนือจากหนอน Taterf แล้ว Conficker ที่มีเป้าหมายโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของธุรกิจด้วยเทคนิค DDOS ด้วยสร้างเครือข่าย Bot หรือคอมพิวเตอร์ซอมบี้ ก็เป็นภัยคุกคามอีกตัวหนึ่งที่ยังคงแพร่กระจายต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้ ล่าสุดมันได้แพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์ทั่วโลกแล้วกว่า 5.2 ล้านเครื่อง (บางรายงานระบุว่า 7 ล้านเครื่อง) ซึ่งมากพอที่จะใช้เป็นอาวุธในการถล่มเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรธุรกิจได้อย่างง่ายดาย
อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Asus สมาร์ทบุ๊ก"แอนดรอยด์"ใช้ได้ทั้งวัน
ใครที่กำลังมองหาคอมพิวเตอร์พกพาทีเน้นท่องเน็ตและเมสเสจจิ่ง ตลอดจนสามารถใช้งานได้ทั้งวัน Jerry Shen ซีอีโอบริษัทอะซุส (Asus) มีคำตอบให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้แล้ว โดยทางบริษัทได้เตรียมวางตลาด"สมาร์ทบุ๊ก" (smartphone+netbook) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2010 ซึ่งทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) และมีราคาเพียง 220 เหรียญฯ หรือประมาณ 7,500 บาทเท่านั้น
อะซุสเตรียมส่งอาวุธสำคัญในการเป็นผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กทีเคยทำสำเร็จเมื่อครั้งเปิดตัวเน็ตบุ๊ก (netbook) โดยประกาศแผนการวางตลาด พร้อมทั้งเปิดตัวต้นแบบสมาร์ทบุ๊กที่ใช้โพรเซสเซอร์ Snapdragon 1GHz ของ Qualcomm ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อกลางปีได้มีการพูดถึงสมาร์ทบุ๊กบ้างแล้วเหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะเงียบไป
Shen ซีอีโอของอะซุสอธิบายว่า สมาร์ทบุ๊กเป็นเหมือน "อาวุธลับ" ของทางบริษัท โดยมันจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาดในสายผลิตภัณฑ์ Eee PC ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม Shen ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสมาร์ทบุ๊กมากนัก แต่อ้างอิงจากดีไซน์ก่อนหน้านี้ มันน่าจะมาพร้อมกับ 3G และ GPS รวมถึงความสามารถในการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ทำให้สามารถใช้งานได้ "ตลอดทั้งวัน" (all day)
ในส่วนของฟังก์ชัน GPS น่าจะเป็นการร่วมมือกับบริษัทที่เป็นพันธมิตร ซึ่งทางอะซุสกำลังอยู่ในระหว่งการเจรจากับ Garmin (บริษัทผู้ผลิตจีพีเอสชั้นนำ รวมถึงมือถือ Nuvifone ที่เป็นที่รู้จักในบ้านเราเป็นอย่างดี) นอกจากนี้ยังมีบริษัท RIM (บริษัทผู้ผลิตมือถือแบล็คเบอรี่) ซึ่งหากเป็นไปตามนี้จริง สมาร์ทบุ๊กของอะซุสจะสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บ จีพีเอส และเมสเสจจิ้ง ทั้งหมดนี้ต้องรอการเปิดตัวต้นปีหน้า ประเด็นทีน่าจับตาดูอีกประการหนึ่งก็คือ ราคาที่ประมาณ 220 เหรียญฯ เท่านั้น

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Acer จอ LCD "มัลติทัช"ต้อนรับ Win7
รายงานข่าวล่าสุด เอเซอร์ (Acer) บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ชั้นนำประกาศเปิดตัวมอนิเตอร์แอลซีดี"มัลติทัช"สำหรับใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 7 โดยเป็นจอที่มีขนาดใหญ่ถึง 23 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่าของคู่แข่งอย่าง Dell และ HP ที่ออกมาก่อนหน้านี้ Acer T230H จอแอลซีดี (16:9) ระบบสัมผัสแบบมัลติทัช สามารถแสดงผลด้วยความละเอียดระดับ Full HD 1920 x 1080 โดยหน้าจอสามารถตอบรับคำสั่งที่เกิดจากการสัมผัสด้วยสองนิ้วพร้อมกัน (2-fingers gesture) เพื่อซูมภาพ หรือหมุนภาพ ตลอดจนตอบรับคำสั่งสัมผัสกับอินเตอร์เฟซต่างๆ ของแอพพลิเคชันบนหน้าจอ โดยเฉพาะการใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 7 จอสัมผัสรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับพอร์ต VGA, HDMI และ DVI เพื่อเป็นทางเลือกในการเชื่อมต่อได้อย่างครบครัน
นอกจากนี้ Acer T230H จะมาพร้อมกับพอร์ต USB เพื่อใช้เชื่อมต่อ เพื่อตอบรับฟังก์ชันการสัมผัสจากเครื่องพีซีโดยตรงได้อีกด้วย สำหรับระบบเสียง จอรุ่นนี้จะมาพร้อมกับลำโพงสเตอริโอ 1.5 วัตต์ ส่วนอัตราการส่องสว่างของจออยู่ที่ 300 cd/m2 ในขณะที่คอนทราส 80,000:1 และสามารถใช้รับชมภาพยนต์ได้อย่างนุ่มนวลด้วย response time 2ms ตัวจอยังสามารถหมุน และเอียงจอได้ถึง 5/15 องศาอีกด้วย สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 515 เหรียญฯ หรือประมาณ 17,000 บาท
อ้างอิงจาก :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จีน ลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิป
จีน วางเดิมพัน ด้วยชิปจำนวนมาก สำหรับการเป็นผู้นำการผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ ประเทศจีน ประกาศการลงทุน สำหรับการวิจัยการออกแบบ และการผลิตไมโครชิป ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท
นาย Xia Zhoungrui ประธานบริษัท Shanghai Hua Hong (Group) Co., Ltd. และเป็นผู้ผลักดันโครงการนี้ ได้กล่าวว่า "ที่ประชุมของคณะรัฐบาลจีนได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จีนควรรจะลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิป ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ใหญ่และต้องการจะให้มันประสบความสำเร็จ"
จีน นั้นมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการผลิตชิปอยู่หลายบริษัทด้วยกัน ซึ่ง "Hua Hong" ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมีความทันสมัยที่สุด โดยคาดว่า "Hua Hong" จะสามารถนำพาธุรกิจด้านการผลิตชิปของจีน ให้เป็นที่ทัดเทียมกับผู้ผลิตชิปในประเทศอื่น ๆ ซึ่ง "Hua Hong" ได้รับการมอบหมายโครงการที่เรียกว่า "909 Project" ซึ่งโครงการนี้จะรวมไปถึงการผลิตชิป 64 เมกะบิต DRAM หรือ Dynamic random-access memory chips โครงการนี้จะเป็นความร่วมมือกับ บริษัท เอ็นอีซี แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้เงินลงทุนถึง 1,200 ล้านดอลลาร์

การแข่งขันน้อย
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนได้เริ่มโครงการความร่วมมือนี้ที่เซี่ยงไฮ้ และได้ทำการผลิตชิปขนาด 8 นิ้ว ออกมา 5,000 ตัว และคาดว่าภายในปีนี้จะสามารถเพิ่มการผลิตขึ้นเป็น 20,000 ชิ้นต่อเดือน
การผลิตได้เริ่มขึ้น หลังจากการตกลงปัญหาอันยืดเยื้อ ที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันทางด้านราคาของผู้ผลิตรายอื่น เช่น บริษัทมิซูชิต้า, Nippon Steel Semiconductor และ โอกิ อีเล็กตริก แห่งญี่ปุ่น

ความสมดุลของการค้า
นาย Xia Zhoungrui ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายหนึ่งของบริษัทคือ การทดแทนการนำเข้าชิปจากต่างประเทศ โดยประเทศจีนนั้นมีความต้องการในการใช้ชิปสูงถึง 10,000 ตัวต่อปี ซึ่งความต้องการเหล่านี้เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ของอุตสาหกรรมการผลิตโทรศัพท์มือถือ การทำสมาร์ทการ์ด และ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
โดยนาย Xia Zhoungrui ได้กล่าวว่า " ปริมาณชิปทั้งหมดที่ใช้นั้นมาจากภายในประเทศไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่า อุตสาหกรรมการผลิตชิปในประเทศจีนนั้นมีความน่าสนใจที่จะลงทุน"
สำหรับบริษัท Hua Hong จะใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตขนาด 0.35 และ 0.50 ไมครอน เพื่อทำการผลิตชิป 64 เมกะบิต DRAM ในขณะที่อุตสาหกรรมเดียวกัน ที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่าสามารถผลิตชิป DRAM ที่ความเร็วถึง 128, 256 และ 560 เมกะบิต ซึ่งเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตชิปนั้น จีนยังถูกกีดกันและปิดบังจากประเทศสหรัฐอยู่ นาย Xia Zhoungrui ยังได้กล่าวว่า "ชิปที่มีความสามารถในระดับกลาง ถึงระดับต่ำ ยังเป็นที่ต้องการในตลาดนี้อยู่ "
นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าปัญหาสำคัญของ Hua Hong นั่นคือ จะทำการวิจัยและพัฒนาชิปของตนตามแบบบริษัทของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หรือจะใช้วิธีของไต้หวัน ซึ่งการผลิตชิปที่มีประสิทธิภาพสูงนั้นจะ มาจากการออกแบบของ Silicon Valley ใน แคลิฟอร์เนีย

การลงทุนที่ใช้เวลาหลายปี
Hua Hong มีบริษัทอยู่ในรัฐ แคลิฟอร์เนียด้วย ซึ่งเรียกว่า "Newave" มีหน้าที่ในการออกแบบและส่งต้นแบบให้แก่บริษัทแม่ในประเทศจีนเพื่อทำการผลิต ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การออกแบบนั้นมีความล่าช้า และไม่ทันต่อการผลิต"
"อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณและคาดคะเนของประเทศจีน โครงการนี้จะต้องใช้เวลาซักหน่อยสำหรับผลตอบแทนที่จะได้รับ ซึ่งนาย Xia Zhoungrui ได้กล่าวว่า "สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น อาจจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี"
อ้างอิง :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อัพเกรด Windows 7 ด้วยไดรฟ์ USB
ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ออกซอฟต์แวร์ฟรีที่ช่วยให้ผู้ใช้เน็ตบุ๊กที่ต้องการอัพเกรดไปใช้ระบบปฎิบัติการ Windows 7 ได้สะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากเน็ตบุ๊กโดยทั่วไปจะมาพร้อมกับ Windows XP และไม่มีไดรฟ์ DVD เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้กลุ่มนี้สามารถสร้างยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ หรือ DVD ที่สามารถใช้ในการบู๊ตเครื่อง และติดตั้ง Windows 7 ได้ สำหรับเครื่องมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดก็อปปี้ Windows 7 จากเว็บไซต์ Microsoft Store โดยเมื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ตัวนี้เข้าไปในเน็ตบุ๊ก แล้วเปิดมันขึ้นทำงาน มันจะถามผู้ใช้ถึงตำแหน่งที่เก็บไฟล์ ISO ของ Windows 7 ที่ดาวน์โหลดมา เมื่อเลือกไฟล์เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เลือกว่าจะใช้ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ หรือ DVD หลังจากเลือกเสร็จตามขั้นตอนแล้ว คุณจะสามารถใช้ USB drive หรือ DVD ที่สร้างขึ้นมาไปใช้ในการติดตั้ง Windows 7 ได้ทันที อย่างไรก็ดี หลังจากเตรียมไดรฟ์ยูเอสบีที่จะใช้บู๊ต และติดตั้ง Windows 7 แล้ว ขั้นตอนก่อนติดตั้งก็คือ คุณจะต้องเข้าไปเปลี่ยนลำดับการบู๊ตใน BIOS เพื่อให้เน็ตบุ๊กของคุณบู๊ตจากไดรฟ์ยูเอสบีแทนที่จะเป็นจากฮาร์ดดิสก์ สำหรับระบบขั้นพื้นฐานที่สามารถติดตั้งเครื่องมือตัวนี้ได้มีดังนี้
•ระบบปฏิบัติการทีใช้เป็น Windows XP SP2, Windows Vista หรือ Windows 7 (32-bit หรือ 64-bit)
•โพรเซสเซอร์ Pentium 233MHz ขึ้นไป (แนะนำให้ใช้ที 300MHz)
•พื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์ 50MB
•ไดรฟ์ DVD-R หรือยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ความจุ 4GB ขึ้นไป

อ้างอิงจาก :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
"อัลตร้าซาวด์-มือถือ"ส่องดูทารกในครรภ์
ตอนแรกที่เห็นแก็ดเจ็ต (Gadget) ชิ้นนี้ เข้าใจว่า มันเป็นอุปกรณ์เสริมมือถือสำหรับใช้ทำ "อัลตร้าซาวด์" เสียอีก แต่ความจริงเป็นไอเดียของการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ที่สามารถติดตัวโมบายไปได้ทุกที โดยออกแบบให้คล้ายมือถือรุ่นฝาพับ ซึ่งน่าจะทำให้คุณหมอช่วยดูแลคุณแม่และทารกในครรภ์ได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ยึดติดกับสถานที่อีกต่อไป...ว้าว!!!
GE Vscan อัลตร้าซาวด์รุ่นใหม่ล่าสุดทีมีขนาดเล็กเท่ามือถือรุ่นฝาพับพร้อมด้วยสแกนเนอร์ ผู้ใช้สามารถทำอัลตร้าซาวด์ที่ไหนก็ได้ (ที่มีคุณหมออยู่ด้วย :p) ไม่ต้องเป็นห้องของโรงพยาบาลโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งคล่องตัวกว่ามาก โดยเฉพาะในกรณีที่มีเคสของทารกที่คุณหมอต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด Vscan น่าจะเหมาะกับคุณหมอยุคใหม่ที่ต้องโมบายไปดูแลคนไข้ คงไม่น่าจะมีไว้สำหรับคุณแม่ซื้อไว้ส่องดูลูกน้อยในครรภ์เล่นๆ หรอกนะครับ เชื่อว่าแม้มันจะถูกกว่าระบบเดิม แต่ราคาก็ไม่น่าจะถูกมากอย่างแน่นอน


อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Nook อีบุ๊กของ B&N เผยโฉมแล้ว!!!
และแล้ว ร้านหนังสือดังอย่าง Barnes & Noble ก็ได้เปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก (e-book reader) ของตนเอง หลังจากเฝ้าดูกระแสของแก็ดเจ็ต (gadget) ตัวนี้ผ่านความสำเร็จของคู่แข่งอย่าง Amazon.com ซึ่งข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับความสามารถของเครื่องอ่านอีบุ๊กของ B&N ที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ดูจะเป็นจริง
Nook เครื่องอ่านอีบุ๊กของ B&N ได้เปิดตัวแล้ววานนี้ ซึ่งมันทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าเครื่องอ่านอีบุ๊กหลายๆ รุ่นที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน ขนาดของตัวเครื่อง 7.7 x 4.9 x 0.5 นิ้ว และหนัก 11.2 ounces (317.5 กรัม) ตัวเครื่องมีจอแสดงผล 2 จอที่มีคุณสมบัติ และฟังก์ชันแตกต่างกัน โดยจอด้านบนจะใช้เทคโนโลยี e-Ink (แบบเครื่องอ่านอีบุ๊กทั่วไป) จาก Vizplex ส่วนด้านล่างจะเป็นหน้าจอสี(3.5 นิ้ว) ที่ทำงานในระบบสัมผัส ซึ่งสนับสนุนการควบคุมการสัมผัสด้วยนิ้วเดียว สามารถใช้นิ้วกวาดเพื่อเลือกปกหนังสือที่ต้องการอ่านได้
สำหรับแบตเตอรี่จะใช้เวลาในการชาร์จ 3.5 ชั่วโมง ทาง B&N อ้างว่า มันสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10 วันหากปิดสวิตทช์การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi (802.11b/g) และ 3G ภายในเครื่องมีหน่วยความจำ 2GB และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ microSD ฟังก์ชันเครื่องเล่น MP3 ลำโพงโมโน แจ็คหูฟังขนาด 3.5 มม. พอร์ต micro USB สนับสนุนไฟล์อีบุ๊กในฟอร์แมต EPUB, PDF และ MP3 เครื่องอ่านอีบุ๊กของ B&N ยังสนับสนุนการ"คั่น"หน้าหนังสือ (bookmarking) เพิ่มเติมโน้ตข้อความ และไฮไลท์ข้อความได้ แถมยังมีฟังก์ชัน "LendMe" ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถให้ยืมอีบุ๊กใน Nook กับเพื่อนๆ ที่เป็นเจ้าของเครื่องอ่านอีบุ๊ก มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ได้
B&N ยังเปิดโอกาสให้เจ้าของ Nook สามารถอ่านตัวอย่างอีบุ๊กก่อนซื้อ และสามารถใช้ WiFi ได้ฟรี เวลาที่เข้าไปในร้าน B&N สาขาต่างๆ ได้อีกด้วย สนนราคาของ Nook อยู่ที่ 259 เหรียญฯ (ประมาณ 8,700 บาท) เปิดให้สังจองล่วงหน้าแล้ว โดยจะเริ่มส่งเครื่องถึงมือเจ้าของในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้
อ้างอิงจาก :www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ตะลึง!!! "มือยักษ์"ไล่จับคนบนท้องถนน
โฆษณาที่ใช้จอ LED น่าจะเป็นสิ่งที่บ้านเราคุ้นตากันพอสมควรแล้ว แต่เชื่อว่า ป้าย LED แบบที่กำลังจะแนะนำคุณผู้อ่านต่อไปนี้ น่าจะยังไม่เคยเห็นกันมาก่อนอย่างแน่นอน ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้มีชื่อว่า "Hand From Above"ของ Chis O'Shea ที่มีไอเดียต้องการทำให้จอแอลอีดีขนาดยักษ์สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมที่เดินผ่านไปมาให้หยุดดู และเล่นกับมัน?
Chris O’Shea ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ที่ทำให้จอ LED ขนาดยักษ์สามารถรู้จำรูปวัตถุ หรือสัญลักษณ์บนหน้าจอ(จับภาพด้วยกล้องวิดีโอ) โดยเฉพาะผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนลานกว้าง ซึ่งในจอ LED จะมีการสุ่มแสดงผลมือขนาดยักษ์ให้โผล่ออกมา เพื่อเขี่ยก้นของใครบางคน จับหัวแล้วหยิบออกไป หรือกดศรีษะให้ตัวเล็กลง ผลลัพธ์คือ ลูกเด็กเล็กแดง ต่างหยุดยืนดูว่า ใครในลานกว้างนั้นจะถูกโดนเล่นงานจากเจ้ามือยักษ์ที่อยู่เหนือหัวพวกเขาบ้าง ทั้งๆ ที่มันไม่มีมือที่ว่านี้จริงๆ แต่เป็นการซ้อนวิดีโอที่สามารถรู้จำตำแหน่งของวัตถุที่ปรากฎบนจอด้วยเทคโนโลยี AR นั่นเอง
ปัจจุบันเทคโนโลยี AR ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งใน iPhone สำหรับคุณผู้อ่านอาจจะเคยเห็นโน้ตบุ๊กบางรุ่นที่รันซอฟต์แวร์ ซึ่งสามารถตรวจจับใบหน้าของเราขณะอยู่หน้าเว็บแคม แล้วจัดการใส่กราฟิกตลกๆ อย่างแว่นตา หรือหัวสัตว์ในการ์ตูนต่างๆ ได้ นั่นล่ะครับไอเดียง่ายๆ ของการทำ Augmented Reality คลิปข้างล่างนี้จะแสดงให้เห็นผลลัพธ์ในการทำงานของเทคโนโลยีนี้ที่มีต่อผู้คนหมู่มากที่เดินไปมา ไอเดียเจ๋งแค่ไหน แล้วผู้คนสนุกกับป้ายจอ LED ที่ว่านี้ มากน้อยเพียงใด ต้องลองชมดูเองดีกว่านะครับ

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มาแล้ว!!!โน้ตบุ๊ก 3D "มัลติทัช" Win 7
รายงานข่าววันนี้ เอเซอร์ (Acer) ประกาศเปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ออกมา 2 รุ่นด้วยกัน โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 7 ซึ่งได้แก่ Aspire 5738PG จะเป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกที่มาพร้อมกับการแสดงผล 3D บนหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว และ Aspire Timeline AS1810TZ หน้าจอขนาด 11.6 นิ้วที่ให้สัมผัสบางเบาน่าใช้เหมือนเดิม
Aspire 5738PG เป็นโน้ตบุ๊กรุ่นแรกของโลกที่สามารถแสดงผล 3D สำหรับการเล่นเกมส์ หรือชมภาพยนต์ โดยมาพร้อมกับแว่นตาพิเศษที่ใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้มันทำงานด้วยระบบหน้าจอสัมผัสอีกต่างหาก รองรับการทำงานแบบ"มัลติทัช" ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้สองนิ้วในการควบคุมการทำงานของอินเตอร์เฟซบนหน้าจอได้ เรียกได้ว่า สอดรับกับความสามารถของ Windows 7 ได้อย่างลงตัวทั้งสเป็ก และคุณสมบัติการทำงาน
Acer Aspire AS5738PG-6306 โน้ตบุ๊กหน้า"จอมัลติทัช"
•จอมัลติทัช HD CineCrystal LED ขนาด 15.6 นิ้ว (16:9, 1366x768)
•Windows 7 Home Premium 64-bit
•Intel Core 2 Duo Processor T6600 (2.2GHz, 2MB L2 Cache, 800MHz FSB)
•การ์ดกราฟิกเป็น ATI Radeon HD 4570 หน่วยความจำ 512MB
•หน่วยความจำ DDR2 667MHz ขนาด 4GB (Dual Channel Memory)
•ฮาร์ดดิสก์ SATA 320GB
•8X DVD-Super Multi Double-Layer Drive
•แป้นพิมพ์หมายเลขโดยเฉพาะ (ไม่ผสมอยู่กับคีย์อื่นๆ)
•ลำโพงสเตอริโอเสียงรอบทิศด้วย Dolby 10
•HDMI 1 พอร์ต และ USB 2.0 4 พอร์ต
•น้ำหนักเครื่อง 6.16 ปอนด์ (ประมาณ 2.8 กิโลกรัม)
• $799.99 (ประมาณ 29,000 บาท)
ส่วน Aspire Timeline AS1810TZ ขนาดหน้าจอ 11 นิ้ว ทำให้มันดูเหมือนเน็ตบุ๊ก แต่ความจริงมันเป็นโน้ตบุ๊กทีมีขนาดเล็กกว่า เพราะแทนที่จะใช้ซีพียูเป็น Intel Atom รุ่นนี้จะมาพร้อมกับ Dual-Core Intel SU7300 ซึ่งยังคงคอนเซปต์บางเฉียบ และมีน้ำหนักเบาเหมือนเดิม เพียงแต่ออกมาในขนาดเล็กแบบ"เน็ตบุ๊ก"เท่านั้น โน้ตบุ๊กทั้งสองรุ่นนี้มีกำหนดการวางตลาดตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งก็คือ วันที่ระบบปฏิบัติการ Windows 7 เปิดตัวนั่นเอง สำหรับรายละเอียดของทั้งสองรุ่นมีดังนี้
Acer Aspire Timeline AS1810T-8679
•Intel Core 2 Duo Processor SU7300 (1.3GHz, 3MB L2 cache, 800MHz FSB)
•Windows 7 Home Premium 64-bit
•จอแอลอีดี HD Widescreen (16:9, 1366x768)
•ชิปเซ็ต Mobile Intel GS45
•หน่วยความจำ DDR2 4GB (Dual-Channel 667MHz)
•ฮาร์ดดิสก์ SATA 320GB (5400RPM)
•Intel WiFi Link 1000 802.11b/g/Draft-N WiFi
•Bluetooth 2.1+EDR
•HDMI 1 พอร์ต, USB 2.0 3 พอร์ต
•ทัชแพดสนับสนุน Multi-Gesture
•น้ำหนัก 3.08 ปอนด์ (1.4 กิโลกรัม)
•$599.99 (ประมาณ 22,000 บาท)
สนับสนุนโดย: COMMART COMTECH 2009 งานแสดงมหกรรมคอมพิวเตอร์ระดับประเทศ จัดขึ้นวันที่ 5 - 8 พฤศจิกายน 2552 ณ. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


อ้าวอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ว้าว!!!โน้ตบุ๊กไฮโซ "แท่นชาร์จไร้สาย"
ก่อนหน้านี้หลายคนตื่นเต้นกับ Dell Adamo โน้ตบุ๊กบางเบาเร้าใจสุดๆ กันไปแล้ว ล่าสุดเดลล์ปล่อยทีเด็ดออกมาอีกแล้วครับท่าน คราวนี้เป็นโน้ตบุ๊กไฮโซสำหรับผู้บริหาร และนักธุรกิจชั้นนำ โดยดีไซน์สุดล้ำไม่ซ้ำใคร แถมด็อกกิ้ง และแท่นชาร์จยังทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊กในระบบไร้สาย (Wireless Charger) ได้อีกด้วย...ไม่ธรรมดาเลยนะครับ

นอกจาก Dell Latitude Z จะยังคงคอนเซปต์โน้ตบุ๊กบาง (0.57 นิ้ว) เบาแล้ว มันยังรุ่มรวยคุณสมบัติการทำงานที่น่าสนใจมากมายอย่างเหลือเชื่อ เริ่มต้นด้วยหน้าจอไฮเดฟฯ (1600x900) ขนาด 16 นิ้ว แต่ทรงพลังด้วยโพรเซสเซอร์ Intel Core 2 Duo โดยในรุ่นนี้จะมีให้เลือกระหว่างฮาร์ดดิสก์ หรือ SSD ความจุ 256GB แทรคแพดของโน้ตบุ๊กจะรองรับการใช้งานแบบมัลติทัช สนับสนุนเทคโนโลยี gesture สามารถใช้สองนิ้วบีบ หรือกางออก เพื่อซูมภาพ ตลอดจนหมุนภาพบนหน้าจอได้ นอกจากนี้ยังมีระบบสัมผัสอยู่บริเวณขอบหน้าจอ (แทนการสัมผัสบนหน้าจอโดยตรงที่จะทำให้เกิดรอยนิ้วมือจนทำให้ภาพที่ปรากฎไม่ชัดเจน) เพื่อเปิดใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ได้อีกด้วย ที่เท่มากๆ คือ เราสามารถใช้นิ้วสัมผัสเลื่อนไปตามขอบจอ เพื่อ scroll ภาพที่แสดงในหน้าจอได้

ในส่วนของกล้อง 2 ล้านพิกเซลที่มากับ Dell Latitude Z นอกจากจะมีระบบบโฟกัสอัตโนมัติแล้ว มันยังทำงานได้สารพัดอีกด้วย เช่น สแกนนามบัตร เพื่อเก็บเข้าไปในคอนแท็คของ Outlook หรือนำแผ่นกระดาษของเอกสารมาวางไว้ตรงหน้ากล้อง เพื่อให้มันแปลงเป็นไฟล์ PDF จัดเก็บเข้าไปในเครื่อง รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อล็อกอิน หรือล็อกออฟโดยอัตโนมัติ เวลาที่คุณลุกไปจากหน้าเครื่อง อะไรจะฉลาดปานนี้ แต่ถ้ารู้สึกยังปลอดภัยไม่พอ Latitude Z ยังจะมาพร้อมกับเครื่องอ่านลายนิ้วมือ ตลอดจนเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ดที่ไม่ต้องสัมผัสโดนเครื่อง ดังนั้นแค่นำบัตรอัจฉริยะโบกผ่านเครื่อง คุณก็สามารถล็อคออฟได้แล้ว

ยังไม่หมดนะครับ Latitude Z ยังมีฮาร์ดแวร์เสริมเพื่อให้มันทำงานได้คล้ายๆ กับการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถืออีกด้วย เรียกว่า "Latitude On" โดยจะเป็นระบบย่อยทีอยู่ภายในเครื่อง ใช้สำหรับเปิดทำงานทั่วไปเล็กๆ น้อยๆ ในกรณีทีไม่ได้ต้องการใช้แอพพลิเคชันอื่นๆ เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่ง Latitude On จะให้บริการเชื่อมต่ออีเมล์ อินเทอร์เน็ต คอนแท็ค และปฏิธิน Latitude On ยังสามารถซิงค์อีเมล์ และปฎิธินกับ BlackBerry ได้ตลอดเวลาอีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นการเชื่อมโลกมือถือกับโน้ตบุ๊กเข้าด้วยกันนั่นเอง ผู้ใช้จะใช้โหมดนี้ก็ต่อเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้แอพพลิเคชันบนวินโดวส์อย่างเช่น เวิร์ด หรือพาวเว่อร์พอยต์ โดยสามารถใช้โหมดนี้ในการเปิดอีเมล์ ท่องเน็ตได้ ซึ่งเวลาทีใช้ในการเปิดเพื่อใช้โหมดนี้สามารถทำได้ภายในไม่ถึงวินาที แถมยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย เพราะสามารถใช้ได้นานถึง 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว

และมาถึงคุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งนั่นคือ แท่นชาร์จ และด็อคกิ้งไร้สาย ผู้ใช้สามารถใช้งาน Dell Latitude Z แทนเดสก์ทอปในขณะทีกำลังชาร์จเครื่องได้อีกด้วย เรียกได้ว่า พร้อมสรรพสำหรับทุกสถานการณ์ สนนราคาเฉพาะโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 2,000 เหรียญฯ (ประมาณ 75,000 บาท) นียังไม่รวมอปุกรณ์เสริมต่างๆ นะครับ ใครอยากได้อย่างที่เห็นคงต้องเตรียมเงินไว้สักสองแสนกระมัง อย่างว่า ไฮโซโก้หรู รุ่มรวยฟีเจอร์ขนาดนี้จะไม่ให้ไฮไพรซ์ (High Price) ได้ไง จริงไหม :p

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Intel เปิดตัว Core i7 สำหรับโน้ตบุ๊ก
ช่วงนี้ขออนุญาตรายงานข่าวการเปิดตัวเทคโนโลยีต่างๆ ในงาน IDF 2009 ของอินเทล (Intel) นะครับ เนื่องจากมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมายทีเดียว ล่าสุดมีการเปิดตัวโพรเซสเซอร์ Core i7 สำหรับโน้ตบุ๊ก โดยใช้โค้ดเนมว่า Clasksfield นั่นหมายความว่า โน้ตบุ๊กที่ใช้โพรเซสเซอร์รุ่นนี้จะมาพร้อมกับขุมพลังประมวลผลที่ล้นเหลืออย่างแท้จริง สำหรับในงาน Intel Developer Forum 2009 เมื่อวานนี้ ทางอินเทลได้เปิดตัว Core i7 สำหรับโน้ตบุ๊กอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งสาธิตประสิทธิภาพการทำงานของโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกับพลังประมวลผล 4 คอร์ (Quad core) และระบบสนับสนุนการเล่นเกมส์ที่เหนือชั้น รวมถึงการใช้งานแบบเวิร์กสเตชั่นระดับไฮเอ็นด์ โพรเซสเซอร์ Core i7 จะใช้สถาปัตยกรรม Nehalem ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 45 นาโนเมตร
โค้ดเนมของ Core i7 สำหรับโน้ตบุ๊กคือ Clasksfield โดยมันจะเป็นโพรเซสเซอร์สำหรับโน้ตบุ๊กรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Turbo-boost ของอินเทล ซึ่งสามารถเพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาให้กับแต่ละคอร์ในโพรเซสเซอร์ได้ตามความต้องการของงานที่เกิดขึ้นขณะนั้น โดยความถี่ของแต่ละคอร์จะเพิ่มขึ้นช่วงละ 133MHz ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึงระดับสูงสุดของมัน ตัวอย่างเช่น โพรเซสเซอร์ Claksfield ที่กำลังทำงานอยู่ที่ 2GHz จะสามารถเพิ่มความเร็วขึ้นไปถึง 3.2 GHz ด้วยการใช้ Turbo-boost เป็นต้น นอกจากนี้โครงสร้างของ Clarksfield จะมีแชนเนลสำหรับการทำงานร่วมกับหน่วยความจำ DDR 3 1333MHz ถึง 2 แชนเนลด้วยกัน และทำงานร่วมกับชิปเซตรุ่นใหม่ PM55 Express Chipset
ในส่วนของบริษัทผผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่จะออกโน้ตบุ๊ตที่ใช้โพรเซสเซอร์โมบาย Core i7 ได้แก่ Asus, Dell, HP และ Toshiba สำหรับราคาชิปที่ 1,000 ตัวของ Core i7-920XM, 820QM และ 720QM จะอยู่ที่ $1,054, $546 และ $364 ตามลำดับ

อ้างอิงจาก : www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
โลกออนไลน์ฉลุย ไทยใช้MSN อันดับ8ของโลก
ไมโครซอฟท์ เผยตัวเลขผู้ใช้งานวินโดวส์ไลฟ์ในไทยล่าสุด ยังเติบโตถึง 27% หรือกว่า 7.4 ล้านคน ระบุวัยรุ่น 15-25 ปียังใช้งานมากที่สุด รองลงมาเป็นอายุ 25-35 ปี ตามลำดับ..
นายเครก ลอว์ สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลุ่มบริการออนไลน์ บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2552 ของบริการวินโดวส์ ไลฟ์ เมื่อลองเทียบจำนวนประชากรโลกกับจำนวนผู้ใช้งานวินโดวส์ไลฟ์รวมทั่วโลก จะเป็นอันดับที่ 3 รองจาก จำนวนประชากรในประเทศอินเดียประมาณ 330 ล้านคน ขณะที่หากเทียบกับสหภาพยุโรป 29 ประเทศ ผู้ใช้งานวินโดวส์ไลฟ์จะมีจำนวนมากกว่าถึง 556 ล้านราย โดยปริมาณข้อความที่ส่งผ่านโปรแกรมสนทนา MSN Messenger มีมากถึง 291,000 ล้านข้อความต่อเดือน หรือ ใกล้เคียงจำนวนดวงดาวในกาแล็คซี่ของเรา และในช่วงเวลาเดียวกันมีผู้ใช้งานพร้อมกันถึง 40,000 ราย

ผอ.ฝ่าย การตลาดธุรกิจออนไลน์ฯ บ.ไมโครซอฟท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เมื่อดูจำนวนรูปภาพดิจิตอลที่อัพโหลดขึ้นไปบนวินโดวส์ ไลฟ์ โฟโต (Windows Live Photo) มีมากถึง 1,372,644,064 รูป หรือ 1 รูปต่อคน 5 คน (ก.ย.2552) ขณะที่บริการเก็บข้อมูลออนไลน์ วินโดวส์ ไลฟ์ สกายไดร์ฟ (Windows Live Sky Drive) ล่าสุดมีเอกสารฝากไว้ถึง 119,834,324 ไฟล์เทียบเท่ากับบริมาณข้อมูลของสตอเรจในห้องสมุดสภาคองเกรส ในกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้จำนวนผู้ใช้งานวินโดวส์ไลฟ์ที่ยังใช้งานในระยะเวลา 8 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นทางการมีกว่า 128,998,000 ราย
นายเครก กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยข้อมูลผู้ใช้งานล่าสุด เมื่อเดือน พ.ค.2552 ที่ผ่านมาพบว่า มีบัญชีผู้ใช้งาน Windows Live ID ถึง 7.4 ล้านรายมีอัตราการเติบโต เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2551 อยู่ที่ 27% โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้นมารวมผู้ใช้โปรแกรมสนทนาวินโดวส์ไลฟอีก 5.3 ล้านราย ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน หลังจากเปิดตัวแบบเป็นทางการ ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานโปรแกรมสนทนา Windows Live Messenger อยู่ที่ 5.2 ล้านรายเติบโตขึ้น 25% เมื่อเทียกับปีที่แล้ว เมื่อดูระยะเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในระบบแต่ละรายจะใช้เวลาเฉลี่ย 533 นาทีต่อเดือน มีปริมาณการใช้งานเป็นอันดับ 8 ของโลก ส่วนบริการ วินโดวส์ ไลฟ์ สกายไดร์ฟ มีคนไทยใช้งาน 1.2 ล้านราย หรือใช้บริการ 10 ครั้งต่อเดือน ทั้งนี้กลุ่มผู้ใช้งานมากที่สุด คือ กลุ่มชายหญิงอายุระหว่าง 15-24 ปี ถึง 45% รองลงมาเป็นอายุ 25-35 ปีอีก 25% และกลุ่มอายุ 35-45 ปี 20%และกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปมีประมาณ 45%

ผอ.ฝ่าย การตลาดธุรกิจออนไลน์ฯ บ.ไมโครซอฟท์ กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า ภายใต้สถานการณ์นี้ วินโดวส์ไลฟ์ ยังยืนอยู่บนจุดยืนที่แข็งแกร่ง ด้วยการยกระดับและพัฒนาบริการต่างๆ เพื่อให้โลกออนไลน์ของผู้ใช้งานง่ายมากขึ้น ในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัว โดยร่วมกันแบ่งปันข่าวสาร และค้นหาในสิ่งที่น่าสนใจร่วมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ คือ ตัวชี้นำในการเติบโต จุดนี้จะช่วยดึงดูดให้เกิดคนที่ต้องการทำโฆษณาออนไลน์ และทำให้เป็นผู้โฆษณาที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน.

อ้างอิงจาก: ไทยรัฐ
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ว้าว!!!"เน็ตทอป"ไฮเดฟฯจากแดนกิมจิ
เน็ตทอป (Nettop) ได้เริ่มเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดเดสก์ทอปแล้ว โดยสังเกตจากการที่บริษัทต่างๆ เริ่มผลิตเครื่องลักษณะนี้ตามกันออกมาติดๆ ซึ่งล่าสุด แอลจี (LG) ก็ได้ส่งเน็ตทอปรุ่น XPION X30 ที่ภายในได้รับการคัดสรรค์องค์ประกอบต่างๆ ที่่น่าสนใจไว้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีขนาดของตัวเครื่องเล็กมากอีกด้วย
LG XPION X30 เน็ตทอปรุ่นล่าสุดจากแอลจี ภายในเลือกใช้ซีพียูเป็น Intel Atom 230 ความเร็ว 1.6GHz โดยมาพร้อมกับชิปประมวลผลกราฟิก Ion ของ NVIDIA ที่ตอบโจทย์ในแง่ของการทำงานกราฟิกต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยความจำระบบ 2GB และฮาร์ดดิสก์ความจุ 250GB ด้วยความที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็กมาก ซึ่งเคสของเครื่องได้รับการออกแบบให้สามารถยึดติดด้านหลังของมอนิเตอร์ LCD ได้

ในส่วนอื่นๆ ก็จะมีเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อ เน็ตทอปรุ่นนี้มาพร้อมกับ USB 2.0 มากถึง 6 พอร์ตด้วยกัน น้ำหนักโดยรวมของตัวเครื่องเพียง 1.1 กิโลกรัมเท่านั้น และกินไฟแค่ 40 วัตต์ อย่างไรก็ตาม มันไม่มีไดรฟ์ซีดี หรือดีวิดี ทาง LG ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเชื่อมต่อ เดาว่าน่าจะสามารถเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi และมีพอร์ต HDMI เพื่อให้เอาต์พุตการแสดงผลแบบไฮเดฟฯ สำหรับระบบปฏิบัติการรู้สึกว่าจะเป็น Windows Vista ก็ได้แต่หวังว่า ทาง LG จะเปลียนเป็น Windows 7 ในอนาคต

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ยักษ์ไอทีงัดกลยุทธ์ซ่อมฟรีถึงบ้าน "เอเซอร์-เอชพี"ชูบริการสู้ศึกเสริมทัพสงครามราค
ยักษ์คอมพิวเตอร์ปรับกลยุทธ์ชูบริการหลังการขาย เสริมทัพสงครามราคาตอบสนองความต้องการของลูกค้า "เอชพี-เอเซอร์" เร่งเดินเครื่องตามรอย "เดลล์" เสนอบริการซ่อมฟรีถึงบ้านครอบคลุมสินค้าทุกตัว พร้อมบริการรับประกันเครื่องหาย ชี้บริการหลังการขายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าไม่แพ้เรื่องราคาและสเป็ก

จากภาวะการแข่งขันราคาอย่างรุนแรงในตลาดคอมพิวเตอร์ จนมาร์จิ้นของผู้ค้าลดต่ำลงอย่างมาก ทำให้ขณะนี้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หลายแบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์การทำตลาดโดยชูเรื่องของการบริการหลังการขายเข้ามาเสริม โดยเฉพาะบริการใน รูปแบบออนไซต์เซอร์วิสหรือการซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งในอดีตนั้นมีเพียง "เดลล์" แบรนด์เดียวที่ชูเป็นจุดขายมานาน แต่ขณะนี้หลายๆ แบรนด์อย่างเอชพีและเอเซอร์ ได้มีการใช้กลยุทธ์บริการซ่อมฟรีถึงบ้านมาใช้อย่างแพร่หลาย

นายปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ฮิวเลตต์- แพคการ์ด ประเทศไทย จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัทก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงการบริการหลังการ ขาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ของลูกค้า ซึ่งในส่วนของบริการออนไซต์เซอร์วิสก็ถือว่าเป็นออปชั่นหนึ่งที่บริษัทพยายามขยายการให้บริการ โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทได้ขยายการให้บริการออนไซต์เซอร์วิสเพื่อให้ครอบคลุมโปรดักต์ทั้งในกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์และกลุ่มคอมเมอร์เชียลเกือบทุกรุ่น ทั้งในส่วนของพีซีตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก ทั้งรุ่นเพรซาริโอและพาวิเลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่ารุ่นไหนจะเป็นบริการซ่อมฟรีถึงบ้าน 1-3 ปี ยกเว้นในส่วนของพีดีเอโฟนและมินิโน้ตบุ๊กที่ไม่มีบริการออนไซต์เซอร์วิส

นอกจากนี้เอชพียังมีบริการประกันอุบัติเหตุและเครื่องหายฟรี 1 ปี ซึ่งในส่วนนี้จะมีเฉพาะในรุ่นพาวิเลี่ยน ส่วนคอมแพค เพรซาริโอ จะมีเฉพาะการให้บริการซ่อมฟรีถึงบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาถึงผลตอบรับของลูกค้าในอนาคตก็อาจจะขยายเพิ่ม

นายปวิณกล่าวว่า ปัจจุบันนอกจากการแข่งขันราคา การแข่งขันในแง่ตัวสินค้าแล้ว เรื่องบริการหลังการขายก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้า ไม่น้อยไปกว่าเรื่องสเป็ก ซึ่งในส่วนของเอชพีนั้นมีศูนย์บริการที่รองรับการให้บริการออนไซต์เซอร์วิสทั่วประเทศอยู่แล้ว ยกเว้นบางโซนที่อาจอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งตั้งแต่ที่เอชพีมาโฟกัสให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายมากขึ้นก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้ ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

ด้านนายอมร โควานิชเจริญ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย "เอเซอร์แคร์" บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เนื่องจากการแข่งขันราคาในตลาดคอมพิวเตอร์ค่อนข้างรุนแรง ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าในปีที่ผ่านมาลูกค้าที่ซื้อคอมพิวเตอร์เอเซอร์ก็จะได้รับประกันภัยอุบัติเหตุและโจรกรรมโน้ตบุ๊กฟรี 1 ปี และในปีนี้บริษัทก็ได้คืนกำไรให้กับลูกค้าเพิ่ม ด้วยการเสนอบริการซ่อมถึงบ้านฟรีอีก 1 ปี

โดยจะครอบคลุมการให้บริการทั้ง 3 แบรนด์ที่เอเซอร์ทำตลาดคือ แบรนด์เอเซอร์, เกตเวย์และอีแมชีน แม้กระทั่งพีซีตั้งโต๊ะระดับราคาไม่ถึง 1 หมื่นบาท ก็ได้รับบริการซ่อมฟรีถึงบ้าน

นายอมรกล่าวว่า การให้บริการซ่อมถึงบ้านนอกจากในส่วนของกรุงเทพฯและปริมณฑล ในส่วนของต่างจังหวัดบริษัทจะมีศูนย์บริการของบริษัทที่ดูแลอยู่ 9 แห่ง แต่ทั้งนี้ก็มีข้อจำกัดในการให้บริการในพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตร อาทิ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต เป็นต้น ถ้านอกพื้นที่ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือลูกค้าอาจใช้บริการส่งที่ศูนย์ซ่อมที่เป็นตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากเอเซอร์อย่างเป็นทางการประมาณ 100 แห่ง

แม้ว่าบริการซ่อมฟรีถึงบ้านจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง แต่ในทางปฏิบัติแล้วอัตราส่วนที่ลูกค้ามีปัญหาและต้องไปซ่อมฟรีถึงบ้านมีสัดส่วนไม่มาก และบางกรณีเมื่อติดต่อเข้ามาที่ศูนย์เป็นปัญหาด้านซอฟต์แวร์ก็สามารถอธิบายแก้ปัญหาทางโทรศัพท์ไปได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้บริษัทก็มีการนำเสนอบริการแพ็กเกจขยายระยะเวลาการรับประกันจากเดิมที่มีระยะเวลา 1 ปีก็จะขยายเพิ่มเป็น 3 ปี เช่นในส่วนของโน้ตบุ๊กสามารถซื้อประกันเพิ่มในราคา 2,990 บาท

ทางด้านบริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของการให้บริการออนไซต์เซอร์วิสมาก่อนใคร และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า จนทำให้แบรนด์อื่นๆ ก็ต้องเดินตาม นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ เดลล์ เคยกล่าวว่า การจะให้บริการหลังการขายแบบออนไซต์เซอร์วิสต้องมีความพร้อมหลายด้าน ซึ่งส่วนของเดลล์ถือว่ามีประสบการณ์ที่ทำมานาน ทำให้มีโมเดลในการทำงานที่ชัดเจน

อ้างอิงจาก:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
การ์ดรุ่นใหม่ต่อได้ 6 จอ
ท่าทางเอเอ็มดี (AMD) จะหันมาเอาดีทางด้านหน่วยประมวลกราฟิก (GPU) ? แทนที่จะทำสงครามโพรเซสเซอร์ (CPU) กับอินเทล (Intel) เพียงอย่างเดียว ล่าสุดทางบริษัทได้ออกการ์ดกราฟิกรุ่นใหม่ (สนับสนุน DirectX 11) ชื่อว่า Eyefinity ที่มีคุณสมบัติที่จะทำให้ผู้ใช้หลายท่านหันมาสนใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลาย เพราะการ์ดกราฟิกรุ่นนี้สามารถต่อมอนิเตอร์ได้พร้อมกันถึง 6 จอ เพื่อแสดงผลเป็นหน้าจอเดียว...ว้าว!!!

สำหรับคุณสมบัติทางด้านเทคโนโลยียังไม่มีการเปิดเผยออกมามากนัก แต่ผลจากการสาธิตการทำงานที่มีการเปิดเผยออกมา มันน่ามหัศจรรย์มากที่การ์ดที่ใช้ GPU เพียงตัวเดียวทำงานร่วมกับคอนเน็คเตอร์แสดงผลมาตรฐาน (DisplayPort) หลายๆ ตัวได้พร้อมกัน ซึ่งในการสาธิต มันสามารถรองรับการแสดงผลบนจอขนาด 30 นิ้วจากบริษัท Dell ได้พร้อมกันถึง 6 จอ โดยได้รับการปรับแต่งให้ทำงานร่วมกันเป็นจอเดียว (แบบระบบมัลติวิชัน) ทีมีความละเอียด 7680x4800 พิกเซล
Eyefinity จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท AMD โดยทางด้านฮาร์ดแวร์จะใช้ ATI Radeons รุ่นใหม่ที่สนับสนุนการทำงานร่วมกับมอนิเตอร์ 3 และ 6 จอ สามารถให้เอาต์พุทที่หลากหลายไมว่าจะเป็น DisplayPort, DVI, HDMI เป็นต้น ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ที่ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ใหม่จะมีชื่อว่า SLS หรือ Single Large Surface ด้วยซอฟต์แวร์ตัวนี้ ผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งให้มอนิเตอร์หลายๆ จอสามารถทำงานร่วมกับ Eyefinity ในลักษณะทีเป็นจอเดียวที่มีขนาดใหญ่ได้ ดูจากภาพการสาธิตแล้ว โดยเฉพาะเกมส์ดูน่าเล่นมากๆ เลยนะครับ

อ้างอิงจาก:www.arip.co.th/
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ไอบีเอ็มเผยเอสเอ็มอี 80% ดึงไอทีเสริม
เจาะความเห็นผู้บริหารเกือบสองพันแห่งจาก 17 ประเทศทั่วโลก พบแนวโน้ม 5 ประการเลือกเทคโนโลยีเสริมการดำเนินงานและธุรกิจ ชี้ 53% มีแผนเพิ่มทุนด้านไอที...

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจทั่วไป บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สำรวจความเห็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 1,879 แห่ง ใน 17 ประเทศ ครอบคลุมหน่วยงานต่างๆ อาทิ สถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สถานพยาบาล และอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อช่วยให้ไอบีเอ็มทราบถึงปัญหา ความท้าทาย กลยุทธ์ทางธุรกิจ และแนวโน้มการลงทุนด้านไอที รวมถึง ข้อคิดเห็น เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ การสื่อสารการตลาดให้เหมาะกับการดำเนินธุรกิจของไอบีเอ็มและกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี

กก. รองกก.ผจก.ใหญ่ ธุรกิจทั่วไป บ.ไอบีเอ็ม ประเทศไทยฯ กล่าวต่อว่า จากการสำรวจ พบว่า หลายองค์กรให้ความสำคัญกับแผนดำเนินงานด้านไอที อาทิ การจัดการข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย และแนวโน้มการใช้เครือข่ายชุมชนในอินเทอร์เน็ต (Social Networking) ตลอดจนระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อใช้สนับสนุนธุรกิจ โดยสามารถแบ่งผลสำรวจฯ ได้เป็น 5 ประการ คือ 1.ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 75% ให้ความสำคัญกับโซลูชันการจัดการข้อมูล เพื่อแปลงข้อมูลเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ 2.ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการใช้ไอทีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน โดย 80% ต้องการเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพภายในองค์กร อีก 74% ต้องการปรับปรุงการให้บริการลูกค้า และ 72% ใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

นางพรรณสิรี กล่าวอีกว่า อันดับ 3.องค์กรกว่า 53% มีแผนเพิ่มการลงทุนด้านไอทีหรือแบ่งลำดับความสำคัญการลงทุนด้านไอที และมีเพียง 37% ที่มีแผนลดค่าใช้จ่ายด้านไอที 4.ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 ได้เริ่มดำเนินการด้านไอทีตามแผนที่ได้วางไว้ และ 5.กว่า 75% มองบทบาทผู้ให้บริการด้านไอทีในปัจจุบัน เป็นมากกว่าผู้ขายสินค้าหรือบริการ เนื่องจาก สามารถให้คำปรึกษาเชิงธุรกิจและไอทีได้ การสุ่มสำรวจฯ ช่วยสะท้อนถึงผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยทราบถึงแนวโน้มการใช้ไอทีเพื่อตอบสนองแผนทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ไอบีเอ็มเข้าใจถึงปัญหาและสามารถพัฒนาโซลูชันได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

อ้างอิงจาก :ไทยรัฐออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
2009!!!…ปีแห่งนวัตกรรมไร้สายครองเมือง
สำหรับปี 2008 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้น มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับแวดวงไอทีทั่วโลกรวมทั้งบ้านเราด้วย หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้ใช้ไอทีบ้านเราที่จะได้สมหวังกันสักที นั่นก็คือ การที่ กทช. ประกาศอนุมัติ WiMax-3G ในต้นปี 52 หรือปี 2009 นี้ หลังจากติดโรคเลื่อนและปัญหาหยุมหยิมมานาน จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป แต่จะสรุปออกมาได้ดีอย่างที่เราๆ ท่านๆ หวังเอาไว้หรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของโลกในยุคที่นวัตกรรมไร้สายครองเมือง ซึ่งในปี 2009 นี้ เราจะได้เห็นและได้สัมผัสกับเทคโนโลยีไร้สายในรูปแบบใดบ้างนั้น ไปติดตามพร้อมๆ กันเลยครับ...

WiMax จิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เกือบหาไม่เจอ!!!

ปี 2009 นี้ หากไม่พูดถึงเรื่อง WiMax คงต้องกลายเป็นคนตกกระแสแน่ๆ ครับ เพราะความหวังที่หลายคนตั้งตารอมานานนั้น ใกล้จะถึงฝั่งแล้ว หลังจากการประกาศออกใบอนุญาตอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ ไวแมกซ์ (WiMax) จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ซึ่งผ่านการตรวจสอบและทดสอบมายาวนานหลายปี บัดนี้ ประเทศไทยกำลังจะมีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G/WiMax ให้ใช้งานเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว (*0*)/ (ไชโย!!!) ภาพของสังคมไทยและผู้คนที่ดำเนินชีวิตในยุค 3G/WiMax จะออกมาในรูปแบบใดนั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้แน่ จนกว่าจะได้เห็นโฉมหน้าของบริการและแอพพลิเคชันต่างๆ จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ทั้งหลายที่ได้รับใบอนุญาตจาก กทช. ถ้าเราดูตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียที่นำเอาเทคโนโลยี WiMax ไปใช้งานนั้น หมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกับผู้คนในเมืองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตและใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้อย่างไม่มีปัญหาติดขัด ด้วยคุณสมบัติของ WiMax ในการรับส่งข้อมูลที่มีอัตราเร็วถึง 75Mbps และครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างไกลเกือบ 50 กิโลเมตร ทำให้สามารถขยายโครงข่าย WiMax ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการลากสายทองแดงจากชุมสายหรือโอเปอเรเตอร์ไปยังผู้ใช้ปลายทางอีกด้วย สิ่งที่เทคโนโลยี WiMax ตอบสนองให้เราได้นั้น นอกจากใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากที่ใดๆ ก็ตามอย่างทั่วถึงแล้ว Wimax ยังเป็นจิ๊กซอร์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มระบบไร้สายปัจจุบันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น พื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตไร้สายระบบเดิมอย่าง Wi-Fi เข้าไม่ถึง หรือมีความเร็วไม่เพียงพอ โครงข่ายของ WiMax ก็จะเป็นตัวเชื่อมให้พื้นที่เหล่านี้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายในระดับความเร็วที่ผู้ใช้ต้องการ รวมทั้งการขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอาศัยโครงข่าย WiMax เชื่อมต่อกับโอเปอเรเตอร์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ หากโทรศัพท์เคลื่อนที่ฝังชิป WiMax ลงไปในเครื่องด้วยแล้ว คุณก็จะมีเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและครบเครื่องอยู่ในมือเลยทีเดียว แต่สำหรับตอนนี้ คงต้องรอให้ทาง กทช. จัดสรรย่านความถี่สำหรับ WiMax ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน อิอิ (*_*)/

Nex Gen Wi-Fi

สำหรับค่ายมือถือที่รอลุ้นอยู่ว่าจะได้รับใบอนุญาตจาก กทช. เพื่อเปิดให้บริการ 3G/WiMax ได้ก่อนใครเพื่อนหรือไม่นั้น ตอนนี้ WiMax คงจะเปรียบเหมือนกับสลากรางวัลที่ 1 ซึ่งหากถูกรางวัลนี้ก็ได้เฮกันเลย ส่วนผู้ให้บริการที่พลาดรางวัลนี้ก็อาจถึงกับฝันร้ายไปเลย เมื่อคู่แข่งได้ WiMax ไปขับเคลื่อนระบบเครือข่ายของตนก่อน ย่อมได้เปรียบอย่างมาก โดยเฉพาะการปล่อยบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่สามารถทำได้เหนือกว่า ข้อจำกัดของอินเทอร์เน็ตไร้สายปัจจุบันอย่าง Wi-Fi คือ ความเร็วและระยะทางหรือขอบเขตในการให้บริการ ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 54Mbps (มาตรฐาน 802.11g) และมีระยะทางไม่เกิน 100 เมตร เมื่อเทียบกับอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ใช้เทคโนโลยี WiMax ในการรับส่งสัญญาณสามารถให้อัตราเร็วสูงถึง 75Mbps และมีพื้นที่ให้บริการในรัศมี 48 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับ Wi-Fi และเทคโนโลยี 3G อื่นๆ แล้วต้องถือว่า WiMax ขี่ม้าขาวผ่าทางตันมาเพื่อยุคดิจิตอลมัลติมีเดียจริงๆ เพราะยุคนี้ การรับส่งข้อมูลไม่ได้มีเพียงแค่ข้อความและเสียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลมัลติมีเดียอื่นๆ ด้วย สำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านระบบเครือข่าย Wi-Fi เดิม จึงต้องปรับปรุงเครือข่ายให้มีความเร็วที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้ยุคนี้ ไม่อย่างนั้น เครือข่าย WiMax เอาไปกินหมดแน่ๆ เราอาจจะได้เห็น Hi-Speed Wi-Fi ที่ใช้มาตรฐาน 802.11N ซึ่งให้อัตราเร็วอยู่ระหว่าง 74-248Mbps ออกมาให้บริการก่อนที่เสาเครือข่าย WiMax ต้นแรกจะปักหมุดก็เป็นได้ เพราะตอนนี้ทั้งโน้ตบุ๊กและการ์ด Wilreless LAN รุ่นใหม่ๆ ต่างก็รองรับมาตรฐานดังกล่าวกันเกือบหมดแล้ว

Sub Notebook/Mobile Phone

ซับโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊ก รวมทั้งโทรศัพท์มือถือไฮ-เทค ทั้งหลายในปี 2009 ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีไร้สาย รวมถึงบริการและแอพลิเคชันต่างๆ ที่จะทยอยออกมาในปีนี้ ถ้าพูดถึงเน็ตบุ๊กนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเทรนด์ใหม่มาแรง และจะแรงไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ เนื่องจากค่ายโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่หันมาเจาะตลาดกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผู้ใช้งานหลายระดับ ตั้งแต่เด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนทำงานและนักธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มีความสามารถอยู่ระหว่างพีดีเอกับโน้ตบุ๊ก ซึ่งเน็ตบุ๊กเข้ามาเติมช่องว่างนี้ได้พอดี ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ จะมีความไฮ-เทค และประสิทธิภาพที่ไล่หลังมาก็ตาม แต่ก็ยังตอบตอบสนองการใช้งานได้ไม่ครอบคลุม โดยในปีนี้ เน็ตบุ๊กจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการท่องเน็ตและดิจิตอลเล่นคอนเทนต์ต่างๆ ผ่านหน้าเว็บเป็นหลัก ส่วนโทรศัพท์มือถือนั้น หน้าจอแบบสัมผัสคงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้คลั่งไคล้ในมือถือ เนื่องจากให้ประสบการณ์ในการใช้งานได้หลากหลายกว่าการกดปุ่มแบบเดิมๆ นอกจากนี้แอพพลิเคชันใช้งานต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อระบบสัมผัสก็ดูจะเป็นของเล่นใหม่ที่ดึงดูดผู้ใช้ได้มากทีเดียว การแข่งขันของค่ายมือถือและผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือในยุคไร้สาย นอกจากต้องนำความแปลกใหม่มาให้ผู้ใช้แล้ว ยังต้องพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพของอุปกรณ์รวมถึงแอพพลิเคชันหลังจากนี้ ซึ่งจะเป็นยุคที่ WiMax กลายเป็นเฟืองตัวหลักของเครือข่ายไร้สาย!

Wireless Mobile Printer

พรินเตอร์ไร้สายก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่จะได้รับความนิยมในยุคที่ระบบไร้สายครองเมือง ถึงแม้ว่าจะมีออกมาให้เห็นในตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่นั่นก็ยังเป็นพรินเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ครับ เรากำลังพูดถึงพรินเตอร์ไร้สายที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าเน็ตบุ๊กหรืออาจจะใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก ถ้าคุณเคยเห็นพรินเตอร์ขนาดเล็กที่เอาไว้พิมพ์บาร์โค้ดแปะข้างกล่องสินค้า หรือพิมพ์ใบเสร็จแผ่นเล็กๆ พรินเตอร์ที่ว่านี้ก็มีขนาดพอๆ กัน โดยคุณสามารถพกไปไหนมาไหนได้สบาย เพราะมันใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ซึ่งอาจรวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาเซลล์

Wireless Mobile Printer ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี ได้รับความนิยมจากบรรดาวัยรุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เพียงพอกับความต้องการในการพิมพ์ภาพต่างๆ เช่น การสั่งพิมพ์ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ หรือผ่านสายดาต้าลิงก์ และสายยูเอชบี ก็สามารถทำได้ ด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มากนัก จึงเหมาะสำหรับการพิมพ์ภาพถ่ายเล็กๆ ที่มีขนาดพอๆ กับภาพถ่ายจากตู้สติ๊กเกอร์ ส่วนพรินเตอร์ไร้สายที่เป็นรุ่นใหญ่ขึ้นอีกนิด ก็สามารถรองรับการพิมพ์ผ่านระบบไร้สายต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ทั้ง Infrared, Bluetooth และ Wi-Fi สำหรับพรินเตอร์ไร้สายที่สามารถพกพาได้สะดวกแบบนี้ คงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2009 นี้แน่!

ร้านสะดวกซื้อไร้สาย

ร้านสะดวกซื้อกับระบบไร้สาย ฟังดูไม่นาจะเกี่ยวข้องกัน แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ร้านสะดวกซื้อที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี ได้นำเอาระบบไร้สายเข้ามาช่วยในการบริหาร้าน ตั้งแต่จัดการเรื่องสต๊อกสินค้าไปจนถึงระบบความปลอดภัยภายในร้าน ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ระบบไร้สายที่นำมาใช้ในร้านสะดวกซื้อพวกนี้ค่อนข้างล้ำหน้าไปไกลแล้ว ภายในร้านมีแค่ผู้จัดการและพนักงานอีก 2-3 คน นอกนั้นใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อด้วยระบบไร้สายในการบริการร้านทั้งหมด ถ้าคุณเคยเห็นแผ่นป้ายบาร์โค้ดที่ติดไว้ในชั้นขายสินค้าต่างๆ ที่นี่จะไม่มีครับ เพราะทุกอย่างเป็นระบบดิจิตอล ป้ายกระดาษบาร์โค้ดถูกแทนที่ด้วยหน้าจอ LCD ซึ่งแสดงราคาและชื่อสินค้า ภายในชั้นวางสินค้าจะมีเซนเซอร์ตรวจนับจำนวนของสินค้าที่ถูกซื้อไป เมื่อสินค้าใกล้จะหมด เครื่องก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งพนักงานก็จะทราบทันที นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า ก็ไม่ต้องเดินมาแปะบาร์โค้ดหรือป้ายราคาใหม่อีกด้วย เพราะสามารถสั่งการได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เคาเตอร์ไปยังป้ายแสดงราคาดิจิตอลได้ทันที ผมว่าอีกไม่นานญี่ปุ่นคงสร้างหุ่นยนต์ลำเลียงสินค้าสำหรับร้านสะดวกซื้อด้วยแน่ๆ แบบนี้สงสัยคงมีคนตกงานกันอีกตรึม (*0*)!

โจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย

เมื่อเข้าสู่ยุคไร้สายครองเมือง นอกจากเราจะได้เห็นความศิวิไลย์ของเทคโนโลยีต่างๆ กันแล้ว หากมองถึงภัยร้ายต่างๆ ที่มักมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็คงหนีไม่พ้นด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ การโจรกรรมข้อมูลแบบไร้สาย ถ้าเป็นเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราคงนึกถึงการแฮกข้อมูลบนมือถือผ่านระบบบลูทูธกัน แต่ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้มีแค่บลูทูธเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Edge, GPRS, CDMA, Wi-Fi ไหนจะ WiMax ที่กำลังจะมาอีก การโจรกรรมข้อมูลในยุคไร้สายจะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณติดตามข่าวการเจาะฐานข้อมูลของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งนำเอาระบบ RFID มาใช้ คงจะทราบดีว่าการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบไร้สายนั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เมื่อข้อมูลดิจิตอลถูกส่งไปในอากาศก็เท่ากับว่าใครก็ตามที่มีอุปกรณ์ดักจับสัญญาณและถอดรหัสก็สามารถได้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ หนำซ้ำยังอาจถูกย้อนรอยเจาะขึ้นไปถึงฐานข้อมูลหลักเลยทีเดียว สำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไปที่พกพาอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบไร้สายต่างๆ ได้นั่น อุปกรณ์ของคุณจะถูกสอดส่องและตกเป็นเป้ามากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเชื่อใจเทคโนโลยีที่เพิ่งออกมาใหม่ จึงมักฝากข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลสำคัญเอาไว้ในอุปกรณ์พวกนี้ด้วย เมื่อเทคโนโลยีไร้สายช่วยให้อุปกรณ์ดิจิตอลเชื่อมต่อเข้าหากันได้จากทุกที่ และทำได้ง่ายขึ้นเท่าไร การแสวงหาประโยชน์จากข้อมูลที่ร่องลอยในอากาศก็ยิ่งมีมากขึ้น ต่อจากนี้ หากคุณเห็นใครถือเน็ตบุ๊กหรือโทรศัพท์มือถือเดินไปเดินมาตามที่สาธารณะต่างๆ อาจไม่ใช่แค่การใช้งานทั่วไป แต่อาจเป็นการสแกนหาสัญญาณไร้สายเพื่อโจรกรรมข้อมูลก็เป็นได้....อุปกรณ์กล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV)

อ้างอิงจาก:http://www.arip.co.th
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
'ดีคอม'เบนเข็มทำตลาดฮาร์ดดิสก์ซัมซุง
ซีเกท ลงดาบ"ดีคอม"สั่งยกเลิกทำตลาดฮาร์ดดิสก์ 6 เดือน หลังส่งรายงานยอดซื้อขายผิดพลาด ด้าน"วิกร วิวิธคุณาภรณ์" ก้มหน้ารับผิด พร้อมดึงฮาร์ดดิสก์ซัมซุงเข้าเสียบแทน ตั้งเป้าเดือนที่ 2 ดันรายได้คืน ขณะที่ซินเน็คยิ้มรับส้ม เชื่อช่วยหนุนรายได้บริษัทโตตามเป้า


นายวิกร วิวิธคุณาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีคอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ" กรณีที่บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยกเลิกสัญญาการเป็นผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ ฮาร์ดดิสก์ ยี่ห้อซีเกท ว่า ซีเกท ได้ให้บริษัทหยุดทำตลาดฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อซีเกท เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 หลังจากนั้นจะมีการทบทวนสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายใหม่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดพลาดในการจัดส่งรายงานยอดซื้อขายกับตัวแทนจำหน่ายรายย่อย หรือดีลเลอร์ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของบุคลากรและซอฟต์แวร์ของบริษัท ซึ่งบริษัทได้ยอมรับในบทลงโทษที่เกิดขึ้น


เท่าที่คุยซีเกทยังไม่ได้ตัดเราจากการเป็นดิสตริบิวเตอร์ โดยวันนี้ซีเกทยังให้การสนับสนุนบริการหลังการขายกับเรา ถ้าซีเกทตัดเราจริงก็คงไม่สนับสนุนด้านเซอร์วิส อีกอย่างเราไม่มีปัญหาเรื่องยอดขาย และฐานะการเงิน ขณะที่เรามองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ทางออดิเตอร์ของซีเกทเขาไม่ยอมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเราก็ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลังจากนี้เราคงต้องมาปรับปรุงกระบวนการทำรายงานใหม่ โดยวันนี้การทำธุรกิจยากลำบากมากขึ้นโดยเราต้องส่งรายงานยอดซื้อขายของดีลเลอร์ที่มีอยู่ 1,000 รายให้ซีเกท"


นายวิกร กล่าวอีกว่าที่ผ่านมาฮาร์ดดิสก์ ซีเกท มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60% โดยมีตัวแทนจำหน่ายในไทย 2 ราย คือดีคอม และซินเน็ค โดยบริษัทมีสัดส่วนการขายมากกว่า 50% ของยอดขายฮาร์ดดิสก์ซีเกทในไทย อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทได้แก้ปัญหาโดยนำฮาร์ดดิสก์ ซัมซุง ทั้งในแบบติดตั้งภายใน และภายนอก เข้ามาทำตลาด โดยในเดือนแรกอาจทดแทนยอดขายของซีเกทที่หายไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่ในเดือนต่อไปเชื่อว่าสามารถทำยอดขายฮาร์ดดิสก์ซัมซุงได้ครอบคลุมยอดฮาร์ดดิสก์ซีเกทที่หายไปทั้งหมด


นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเป็นผู้แทนจำหน่ายฮาร์ดดิสก์ซีเกทเพียงผู้เดียวจะเป็นผลดีกับ ซินเน็ค เนื่องจากปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ซีเกทแบบติดตั้งในเครื่อง มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 60% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณปีละ 1,200 ล้านบาท โดยที่ผ่านมา ซินเน็ค (ประเทศไทย) ทำยอดขายอยู่ที่ปีละประมาณ 50% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท ดังนั้นการเป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของฮาร์ดดิสก์และสินค้าที่เกี่ยวข้อง


นอกจากนี้บริษัทยังเป็นตัวแทนจำหน่ายฮาร์ดดิสก์แบบภายนอก เอ็กซ์เทอนอล ฮาร์ดดิสก์ของซีเกท ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% ของตลาดรวมอีกด้วย


สำหรับในปีนี้คาดว่าสินค้ากลุ่มนี้จะผลักดันให้ยอดขายของซินเน็ค เติบโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 300 ล้านบาท และสนับสนุนให้บริษัทสามารถผลักดันรายได้รวมปีนี้ให้เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 12,620 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5% โดยปีที่ผ่านมามียอดรายได้รวม 12,022.80 ล้านบาท

อ้างอิง :ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เอชพีชูบริการใหม่“มิสชันซริทิคัลเซอร์วิส” ทางเลือกราคา-แพกเกจยุคเศรษฐกิจผันผวน
เอชพีเปิดตัวการบริการ Mission Critical Services ทางเลือกที่หลากหลายในด้านราคาและแพกเกจ ช่วยลูกค้าลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการเกิดดาวน์ไทม์ในระบบโครงสร้างพื้นฐาน

นายเฉลิมชัย เกียรติโอภาส ผู้จัดการฝ่าย Technology Services กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โซลูชันส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอชพี กล่าวว่า เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถรักษาสภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานและปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น เอชพีจึงนำเสนอแนวทางใหม่ที่นำไปสู่หลากหลายวิธีในการประเมิน , ความพร้อมใช้ , ประสิทธิภาพในการทำงาน

บริการ HP Proactive Select ช่วยลูกค้าให้สามารถซื้อเครดิตเพื่อเลือกการบริการทางเทคโนโลยีที่มีมากกว่า 85 ประเภทครอบคลุมสำหรับเทคโนโลยีเบลด เวอร์ช่วลไลเซชัน ระบบเครือข่าย การรักษาความปลอดภัย ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ได้อีกด้วยช่วยให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของเอชพีได้เมื่อมีความต้องการสำหรับโครงการด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเกิดดาวน์ไทม์ของแอปพลิเคชันที่สำคัญต่อพันธกิจขององค์กร ทั้งนี้ การบริการ HP Proactive Select ยังมอบทรัพยากรที่ยืดหยุ่นสำหรับการปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการ ในขณะที่ธุรกิจต้องการการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ เอชพียังขยายการบริการ HP Critical Services และ HP Proactive 24 Services ด้วย ทางเลือกใหม่ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการ และการบริการที่เป็นแบบ Proactive รวมถึงทางเลือกด้านราคาสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีราคาย่อมเยา บริการนี้สามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพให้แก่สภาพแวดล้อมทางไอทีที่มีความซับซ้อนและยังช่วยให้ลูกค้าสร้างโครงการต่างๆ เช่น การควบรวมด้วยการใช้เทคโนโลยีเบลด หรือการทำเวอร์ชวลไลเซชันได้อย่างประสบความสำเร็จ เนื่องจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีจึงสามารถปฏิบัติงานได้ในระดับที่ดีมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ

“ด้วยราคาและแพกเกจที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทำให้ลูกค้าจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการบริการแบบ Proactive ของเอชพี เพื่อช่วยให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสามารถทำงานตลอดเวลา หรือ always on ได้”

จากแนวทางที่กำหนดให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ บริการ HP Proactive Select จะมอบความยืดหยุ่นในการเลือกการบริการที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยธุรกิจลดค่าใช้จ่าย ในขณะที่สามารถนำเสนอการบริการที่ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกของการบริการที่สำเร็จรูป การบริการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความว่องไวและยืดหยุ่น

การบริการนี้จะมีผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าของเอชพีทำหน้าที่ช่วยเหลือในขอบข่ายการบริการที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยช่วยดูแลโครงการ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรดำเนินงานต่อไป การตรวจสอบการดำเนินการบริการนี้จะช่วยประกันความสำเร็จของการปฏิบัติงานและคุณค่าทางธุรกิจ รวมถึงสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในระดับสูง

บริการ HP Proactive Select ยังช่วยยกระดับกระบวนการจัดซื้อของลูกค้า โดยสามารถซื้อเครดิตด้านการบริการเพียงอย่างเดียว หรือซื้อพร้อมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ ด้วยการอนุมัติและรอบการซื้อเพียงครั้งเดียวสำหรับการบริการที่จะได้รับตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปจนถึง 5 ปี ลูกค้าสามารถเพิ่มเครดิตหรือเปลี่ยนแปลงการบริการได้ตลอดเวลา
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
การปรับตัวของธุรกิจไอที
งานคอมมาร์ตครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันยังคงทำยอดขายสวนภาวะเศรษฐกิจได้อย่างน่าทึ่ง แม้ไม่มากเท่าเมื่อคราวก่อน แต่สามพันล้านบาทนั้นนับว่าไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับวิกฤตที่เกิดขึ้น ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง การปรับตัวรับมือกับภาวะวิกฤตของภาคธุรกิจไอทีนั้นน่าสนใจมากเลยทีเดียว

ในงานเที่ยวนี้ยอดขายโน้ตบุ๊กนับว่าน่าสนใจและสะท้อนกลับว่ารับมือได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ผลิตกระชากราคาลงมา นัยว่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการทำตลาดโน้ตบุ๊ก เพราะรุ่นราคาต่ำสุดนั้นลงมาเหลือกันแค่หมื่นสามพันกว่าบาท ลงมาชนกับเน็ตบุ๊กเข้าพอดี ทำให้ผู้เริ่มต้นหรือคนที่ซื้อเครื่องแรกไม่ลังเลอะไรในการตัดสินใจมากนัก

แม้ว่าหากใช้เม็ดเงินเท่าๆ กันซื้อเน็ตบุ๊ก จะได้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์อย่างถูกลิขสิทธิ์มาด้วย ขณะที่โน้ตบุ๊กราคาดังกล่าวระบบปฏิบัติการเป็นดอส แต่ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนซื้อบ้านเราแม้แต่น้อย ผู้ขายบางรายก็พร้อมลงให้นอกงานที่ศูนย์สิริกิติ์ โดยผู้ซื้อไม่ต้องเสียสตางค์ สำนึกในเรื่องลิขสิทธิ์ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายบ้านเราไม่แข็งแรงพอ

หลังจากงานคอมมาร์ต มีความเคลื่อนไหวที่สะท้อนการปรับตัวของภาคธุรกิจไอทีออกมาอีก โดยมีอินเทลจับมือกับหลายบริษัทหวังทะลวงตลาดคอมพิวเตอร์เครื่องแรกโดยเฉพาะในต่างจังหวัด โดยความร่วมมือนี้จะทำให้ได้เครื่องเดสก์ทอปพร้อมจอที่ระดับราคาเริ่มต้นประมาณแปดพันกว่าบาทเท่านั้น ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามากพอสมควร อาจจะเหมือนกับเน็ตบุ๊กในตอนแรกที่ออกมา ซึ่งโดนสบประมาทว่า ใครจะไปซื้อ แต่การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม

ที่จริงเครื่องเดสก์ทอปราคาประหยัดที่เรียกกันว่า "เน็ตทอป" นั้นมีทำกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ระดับราคาก็ไม่แพงนัก อย่างที่บางบริษัททำออกมาแค่ห้าพันกว่าบาท โดยไม่รวมจอ แต่ที่ผ่านมาการทำตลาดยังคงไม่จริงจังเท่าไร และดูเหมือนไม่ได้เจาะเข้ากลุ่มเป้าหมายใหม่เหมือนครั้งนี้

หลังจากความเคลื่อนไหวเที่ยวนี้น่าจะมากกว่าเดิม เพราะมองไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ชัดเจน ผู้ค้าจะต้องพยายามสร้างตลาดใหม่ในกลุ่มที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ ซึ่งยังมีอยู่อีกมากมายในประเทศไทย

ต้องยอมรับว่า ความยืดหยุ่นและไวต่อสถานการณ์ของกลุ่มธุรกิจไอทีนั้นค่อนข้างเหนือชั้นกว่าธุรกิจอื่นๆ อยู่มาก ทำให้โดยภาพรวมน่าจะยังเติบโตได้แม้จะในอัตรา ลดลง ทั้งที่เศรษฐกิจมีโอกาสติดลบแน่ๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติ
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กูเกิลเปิดโหลดเพลงลิขสิทธิ์ฟรีในจีน
กูเกิล (Google) เปิดตัวบริการดาวน์โหลดเพลงถูกลิขสิทธิ์แบบไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่นักท่องเน็ตในประเทศจีน บนข้อตกลงว่าจะแบ่งเปอร์เซ็นต์โฆษณาออนไลน์ให้กับค่ายเพลง หวังแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงบนโลกออนไลน์ที่นับวันยิ่งหนักข้อขึ้น

ลี ไค-ฟุ (Lee Kai-Fu) ประธานกูเกิลประเทศจีน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของแนวคิดการเปิดให้บริการดาวน์โหลดเพลงฟรีว่า สาเหตุที่ทำให้กูเกิลไม่สามารถครองส่วนแบ่งหลักในตลาดค้นหาข้อมูลออนไลน์ของประเทศจีน คือการไม่มีบริการดาวน์โหลดเพลง สิ่งที่กูเกิลทำจึงเป็นการเพิ่มส่วนที่หายไปลงในกลยุทธ์ของกูเกิล เพื่อหาทางล้มแชมป์แดนมังกรอย่าง Baidu.com

"เราเปิดให้บริการดาวน์โหลเพลงถูกกฎหมาย คุณภาพสูง และฟรีแล้วในขณะนี้ ที่ผ่านมาเรายังขาดบริการอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราไม่มีเพลง" ลีให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา

บริการดาวน์โหลดเพลงฟรีของกูเกิลนี้ประกอบด้วยเพลงถูกลิขสิทธิ์กว่า 350,000 เพลงทั้งจากศิลปินจีนและต่างชาติ โดยแกรี่ เชิน (Gary Chen) ซีอีโอของพันธมิตรบริการเพลงออนไลน์ท้องถิ่นของกูเกิลอย่าง www.Top100.cn ให้ข้อมูลว่าจะเพิ่มจำนวนเพลงเป็น 1.1 ล้านเพลงในอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ โดยความน่าสนใจของ www.Top100.cn คือการมีดาวบาสเก็ตบอลชื่อดังของจีนอย่าง เหยา หมิง (Yao Ming) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

ซีอีโอกูเกิลประเทศจีนระบุว่าเพลงจากสี่ค่ายยักษ์ โซนี่มิวสิก (Sony Music), วอร์เนอร์มิวสิก (Warner Music), อีเอ็มไอ (EMI) และยูนิเวอร์แซลมิวสิก (Universal Music) จะรวมอยู่ในบริการโหลดเพลงฟรี โดยขณะนี้กูเกิลยังไม่มีแผนเพิ่มพื้นที่ให้บริการเพลงออนไลน์ฟรีลักษณะนี้ในประเทศอื่นนอกจากจีน

"นี่คือความพยายามอย่างจริงจังครั้งแรกในการเริ่มต้นเปิดตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ผมไม่สามารถประมาณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีความสำคัญเพียงไร" ลาชี รูเธอร์ฟอร์ด (Lachie Rutherford) ประธานวอร์เนอร์มิวสิกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประธานกลุ่ม International Federation of the Phonographic Industry หรือ IFPI ภูมิภาคเอเชียกล่าว โดย IFPI เคยออกมาให้ข้อมูลเมื่อปีที่แล้วว่า ไฟล์เพลงที่ถูกเผยแพร่ในประเทศจีนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นไฟล์เพลงผิดกฏหมาย ขณะที่ตลาดเพลงถูกกฏหมายของจีนมีมูลค่าเพียง 76 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายเพลงทั่วโลกด้วยซ้ำ

นอกจากเชื่อว่าของดีและฟรีจะสามารถลดการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงออนไลน์ได้ ความพิเศษของบริการเพลงออนไลน์ของกูเกิลยังอยู่ที่ผู้ใช้สามารถสืบค้นประเภทแนวเพลงได้นอกเหนือจากการสืบค้นตามชื่อเพลงและชื่อศิลปินได้ด้วย

ปัจจุบัน กูเกิลซึ่งเป็นเสิร์ชเอนจิ้นอันดับหนึ่งของโลก กลับมีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่าเบอร์หนึ่งแดนมังกร Baidu.com มากกว่าเท่าตัว โดยขณะนี้ Baidu.com สามารถครองตลาดเสิร์ชของจีนแผ่นดินใหญ่ได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
แพนด้า ช่ายป้องกันไวรัสผ่าน USB
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทแพนด้า ซิเคียวริตี้ ผู้นำด้านความปลอดภัยระบบไอที ประกาศแนะนำซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยฟรีล่าสุด Panda USB Vaccine เครื่องมือป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสทาง USB drives CD DVD MP3 players

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า จากการแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของไวรัสตัว อย่างเช่น Conficker worm ที่ส่วนหนึ่งแพร่ระบาดผ่านทางอุปกรณ์เก็บข้อมูลพกพา (removable devices) อาทิ การ์ดความจำ เครื่องเล่นเอ็มพี3 กล้องดิจิตอล ที่มีข้อมูลพื้นฐานด้านเทคนิค วินโดว์จะใช้ไฟล์ Autorun.inf ติดตั้งบนอุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อแสดงให้ทราบว่าจะมีการรันโปรแกรมใดหลังจากที่มีการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ไฟล์นี้อยู่ในไดเรกทอรีของอุปกรณ์ที่จะกำหนดโปรแกรมที่รันโดยอัตโนมัติ ส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่เก็บอยู่ในเครื่องเมื่อเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์คุณลักษณะนี้จะถูกใช้งานโดย-Cyber crooks แพร่กระจายไวรัสผ่านการแก้ไขคำสั่ง Autorun.inf กับมัลแวร์เพื่อที่เก็บอยู่บนยูเอสบีไดร์ฟที่รันโดยอัตโนมัติเมื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์

นายเปรโดร บัสตามานเต เจ้าหน้าที่อาวุโสศูนย์วิจัย บริษัทแพนด้า ซิเคียวริตี้ กล่าวว่า เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ศูนย์วิจัยแพนด้าซอฟ์แวร์ได้พัฒนาโปรแกรม Panda USB Vaccine ฟรีผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันและปิดการใช้งานไวรัสที่มีมีอยู่ในคอมพิวเตอร์ รวมทั้งในยูเอสบีไดร์ฟและอุปกรณ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก โดยเครื่องมือนี้ช่วยให้ง่ายสำหรับผู้ใช้สามารถป้องกัน

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กูเกิลรับน.ศ.ไทยร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สระดับโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษทกูเกิล อิงค์ ประกาศรับสมัครนักศึกษาที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ Google Summer of Code™ 2009 โดยกูเกิลจะประสานงานร่วมกับองค์กรสนับสนุน 150 แห่ง และมอบเงินทุนสนับสนุนสำหรับโครงงานของนักศึกษาประมาณ 1,000 โครงงานในปี 2552 เป็นปีที่ 5 ทั้งนี้ กูเกิลจะเปิดรับใบสมัครจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2552 โดยนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://code.google.com/soc/ นอกจากนี้ ยังดูข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับโครงการได้ที่บล็อกโอเพ่นซอร์สของกูเกิล (Google Open Source Blog) ที่ http://google-opensource.blogspot.com

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า โครงการ Google Summer of Code เป็นโครงการหลักของกูเกิล ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจการเขียนโปรแกรมได้เข้าร่วมองค์กรโอเพ่นซอร์สระหว่างประเทศ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สทั่วโลก และสนับสนุนให้โปรแกรมเมอร์รุ่นเยาว์ได้ทำงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวมีนักศึกษาเกือบ 2,500 คนจากประเทศต่างๆ เกือบ 100 ประเทศ ได้รับคำแนะนำจากผู้ฝึกสอนกว่า 2,500 คนจากแวดวงอุตสาหกรรมไปจนถึงแวดวงวิชาการ มีการเขียนซอร์สโค้ดหลายล้านบรรทัด และมีการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกว่า 15 ล้านดอลลาร์เพื่อรองรับการพัฒนาโอเพ่นซอร์ส

นายเลสลี่ ฮอว์ธอร์น ผู้จัดการทีมงานโอเพ่นซอร์ส บริษัท กูเกิล อิงค์ และผู้จัดการโครงการ GSoC กล่าวว่า กูเกิลยินดีที่นักศึกษาเข้าร่วมโครงการได้สร้างความร่วมมือทางสังคมและได้สัมผัสการทำงานในอุตสาหกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว กูเกิลได้เชื่อมโยงนักศึกษาและผู้ฝึกสอนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก และคาดว่าจะมีนักศึกษาจากที่อื่นๆ เพิ่มเติม รวมถึงนักศึกษาจากประเทศไทย เข้าร่วมชุมชน Google Summer of Code ในช่วงปี2552

“หลายๆ ประเทศและหลายๆ องค์กรเข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ดังนั้นจึงให้การตอบรับที่ดีต่อความพยายามของเราในการขยายชุมชนโอเพ่นซอร์สในระดับท้องถิ่น นอกเหนือจากตอบแทนสังคมด้วยการนำเสนอโค้ดโปรแกรมที่มีประโยชน์แล้ว โครงการนี้ยังเป็นหนทางที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้ความสามารถเพื่อส่งเสริมการพัฒนาโอเพ่นซอร์สในประเทศไทย” ผู้จัดการทีมงานโอเพ่นซอร์ส กูเกิลฯ กล่าว


ข่าวจาก : ไทยรัฐ
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
พลเมืองเน็ต ย้ำ พรบ.คอมฯ ทำให้เสรีภาพโลกออนไลน์หายไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (28 มี.ค.) เครือข่ายพลเมืองเน็ต ได้จัดงานเสวนาคุยไปกินไปเรื่อง เสรีภาพโลกออนไลน์ ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “เสรีภาพในโลกออนไลน์ ภายใต้ความย้อนแย้งของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี VS กรอบเก่าๆของสังคมไทย อะไรคือสิ่งที่เราควรเรียนรู้ ยอมรับและปรับตัว” และมุมมองจากผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม หลังถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 14 ของพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ห้องประชุม GM Hall อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต โดยบรรยากาศภายในงานมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย บล็อกเกอร์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ สื่อพลเมือง และกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ประมาณ 30 คน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับหัวข้อ และเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการเสวนาครั้งนี้ ได้แก่ เสรีภาพของโลกออนไลน์ ที่ขณะนี้ การนำเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอร์ หรือ นักคิดต่างถูกกฎหมายลิขสิทธิ์บีบบังคับไม่อาจต่อยอดผลงาน หรือ เพิ่มเนื้อหาใหม่ลงในเนื้อหาเดิมได้ โดยเห็นว่าตัวกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ ควรมีการปรับแก้ให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกออนไลน์ ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของเนื้อหา หรือชิ้นงานนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ได้มีการยกตัวอย่างรูปแบบงานลิขสิทธิ์ เช่น การพัฒนาโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ และการใช้อนุสัญญาครีเอทีฟคอมมอนส์ เพื่ออ้างอิงที่มาของเนื้อหา เป็นต้น

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า ในเวทีเสวนาเครือข่ายพลเมืองเน็ต ได้มีการยกกรณีเปรียบเทียบอิทธิพลของข่าว และเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อพลเมือง และสื่อกระแสหลัก ด้วยการพิจารณาโครงสร้าง หลักการพิจารณาข่าวที่นำเสนอ ขณะที่การเลือกเปิดรับข่าวสารที่มองว่าสื่ออินเทอร์เน็ต เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการข่าวเฉพาะด้าน ได้ดีกว่าสื่อโทรทัศน์ หรือเคเบิลทีวี แต่อาจทำให้ผู้คนมีความรู้แคบลง เพราะเลือกรับเฉพาะเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ รวมทั้งการพิจารณาว่าเนื้อหาแบบใดไม่ควรถูกนำเสนอผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะอาจละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้รับสาร เช่น การปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศ และการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดของ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท www.prachatai.com และกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า รัฐบาลยังคงวิตกกับการเสียอำนาจเหนืออธิปไตยของรัฐ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่ไม่อาจใช้กฎหมายจัดการบางเว็บไซต์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศได้ และตัวคนออนไลน์ยังไม่มีอิสระเสรีภาพที่แท้จริง เนื่องจากตกอยู่ในความหวาดกลัวต่อมาตรการของรัฐ และจารีตประเพณีของสังคมที่สืบเนื่องต่อกันมา กลายเป็นว่าสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนนกที่ติดอยู่ในตาข่าย บนกรงนกขนาดใหญ่ จึงไม่มีทางบินไปไหนได้ จึงเป็นความท้าทายของสังคมออนไลน์ ที่กำลังกลัวการตัดสินจากสังคม หรือ กฎหมายที่ออกมาเพื่อกำกับดูแล เพราะสิ่งเหล่านี้กลับเอื้อประโยชน์ต่อผู้ใช้กฎหมายมากกว่าประชาชนบนโลกออนไลน์ ที่ต้องการเสรีภาพในการนำเสนอเนื้อหา

ด้าน นายกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการเว็บข่าวและบทวิเคราะห์ สยามอินเทลลิเจนท์ดอทคอม (www.siamintelligence.com) และสมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวถึงการควบคุมสังคมออนไลน์ ด้วย พรบ.ว่าด้วยการประทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากเห็นว่าการนำเอากฎเกณฑ์ในสังคมปกติมาใช้กบสังคมออนไลน์ จะทำให้สิทธิเสรีภาพของสังคมออนไลน์ถูกปิดกั้นมากกว่าเดิม เพราะ พรบ.ฉบับนี้ มีปัญหาตรงที่นำเอาการควบคุมเนื้อหา ในมาตรา 14 มารวมไว้ด้วยกัน ทั้งที่ความจริงควรแยกออกมาต่างหาก รวมทั้งได้เร่งให้มีการประกาศบังคับใช้ในสมัยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ผู้อำนวยการเว็บข่าวและบทวิเคราะห์ สยามอินเทลลิเจน์ดอทคอม กล่าวอีกว่า ส่วนตัวได้ตั้งข้อสังเกตว่า พรบ.ดังกล่าว มีการเร่งออกมาใช้เพื่อเพิ่มดุลย์อำนาจของรัฐบาล แต่ในทางกลับกันประชานไม่ได้มีส่วนร่วมกับกฎหมายฉบับนี้อย่างแท้จริง ขณะที่แนวทางการปฏิบัติตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ก็ไม่อาจปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามมาตรา 14 ได้แท้จริง รวมถึงการเก็บหลักฐานทางคอมพิวเตอร์ (Computer Forensic) ที่ยังไม่มีกฎหมายใดออกมารองรับ จะทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่า การคัดลอกเนื้อหาของเจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย จะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความลับอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี

นายกานต์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ หากเจ้าพนักงานฯ ที่ลักลอบเข้าถึงข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ผู้อื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อหาข้อมูลหลักฐาน การปฏิบัติลักษณะนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่ ดังนั้นมีความเห็นว่า อาจต้องมีการปรับเปลี่ยน กฎหมาย พรบ.ว่าด้วยการประทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด และทำลายบรรยากาศความกลัวที่เกิดขึ้นอยู่ ขณะนี้ บางเรื่องบางประเด็น แม้จะเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย แต่การนำเสนอความคิดเห็น หรือการวิเคราะห์ วิจารณ์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมก้าวหน้าได้ หากสังคมออนไลน์ข้ามผ่านข้อจำกัดทางกฎหมายเหล่านี้

                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
แอลซีดี-ฮาร์ดดิสก์ ยอดพุ่งสินค้าขายดี
นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด ผู้จัดงานคอมมาร์ต กล่าวว่า ตลาดไอทีครึ่งปีแรกภาพรวมยังเติบโตได้ดี ทั้งปีน่าจะโตไม่ต่ำกว่า 8% ประเมินจากผลสรุปยอดเงินสะพัดในงานคอมมาร์ตช่วง 4 วัน มีมูลค่ากว่า 3,020 ล้านบาท ผู้เข้าร่วมงานกว่า 1 ล้านคน สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้


สินค้าขายดีอันดับ1เป็น "โน้ตบุ๊คและเน็ตบุ๊ค"จำนวน72,500 เครื่อง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท แบรนด์ขายดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 คือ เอเซอร์ ฮิว เลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) และโตชิบา รายหลังสุดทำยอดขายเพิ่มจากงานครั้งก่อนถึง50% คาดว่าเป็นผลจากโปรโมชั่นเครื่องเหลือ 1 หมื่นบาทต้นๆประกอบกับพื้นที่บูธใหญ่ขึ้น


อันดับ 2 และ 3 เป็น "จอภาพแอลซีดี" และ "แอลซีดี ทีวี" ตามลำดับ อันดับ 4 กล้องดิจิทัล และ 5 ฮาร์ดดิสก์ สินค้ากลุ่มอุปกรณ์เชื่อมต่อ เช่น แอร์การ์ด และแรม ยอดเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท จากเดิม 200 ล้านบาท จากที่ผู้ซื้อหันมาอัพเกรดเครื่องแทนซื้อใหม่


คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ(เดสก์ทอป) ยอดขายไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 สินค้าขายดีเป็นครั้งแรก แม้หลายแบรนด์จะทำโปรโมชั่นราคาไม่ถึง 10,000 บาท คาดว่าผู้ซื้อไม่นิยม ผู้ค้าหลายรายไม่เน้นยอดขาย แต่ไปทุ่มทำโปรโมชั่นโน้ตบุ๊คแทน


"ครั้งนี้มีพลิกโผหลายอย่าง เช่น เดสก์ทอปหายไป ไม่ใช่ว่าดีมานด์ไม่มี เชื่อว่าเป็นเพราะซัพพลายมากกว่า บางรายเอามาโชว์ ถ้าตกลงซื้อต้องรับเครื่องหลังงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะขายไม่คล่องตัวเท่ากับโน้ตบุ๊ค และราคาก็ไม่ได้ดีกว่าโน้ตบุ๊คเท่าไร ในงานยังพบว่า ยอดขายโน้ตบุ๊ค แม้จะเพิ่มจากครั้งที่ผ่านมาถึงกว่าหมื่นเครื่อง แต่ก็มีมูลค่ารวมเท่าๆ เดิมคือ 2 พันล้านบาท"


ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่มีสินค้าที่ต้องการซื้ออยู่แล้ว และจะมุ่งตรงเข้าบูธที่ต้องการ เมื่อได้สินค้าแล้วก็รีบกลับ ไม่เดินทั่วงานเหมือนเดิม เชื่อว่าเป็นเพราะมีงบประมาณจำกัด และไม่ต้องการเพิ่มเงินซื้อสินค้าอื่นที่ไม่ได้วางแผนไว้ ทั้งยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และระบบเงินผ่อนเพิ่มขึ้น แตะ 70% เป็นครั้งแรกจากเดิม 60%


ยอดการใช้จ่ายครั้งนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคยังเชื่อมั่นการจับจ่ายใช้สอยพอสมควร เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดไอทีโดยรวมให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนนโยบายการกระตุ้นตลาดของภาครัฐนั้นอาจเห็นผลครึ่งปีหลัง จากการทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ


อย่างไรก็ตาม คอมมาร์ตเดือนก.ค.นี้ จะปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ใหม่ เป็นแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ เนื่องจากครั้งนี้พบว่า โปรโมชั่นในเอกสารที่แจกไม่ตรงกับราคาขายจริง เพราะผู้ค้าต้องปรับราคาวันต่อวัน พร้อมกับเจรจาผู้ค้าบางราย ทำโปรโมชั่นคอมมาร์ตในร้านค้าต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาด

Tags : คอมมาร์ต
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จัสเทลผนึกทาทาเปิดตัวบริการใหม่ หวังยกระดับสปีดอินเทอร์เน็ตไทย
จัสเทล จับมือ ทาทา คอมมิวนิเคชั่นยักษ์ใหญ่ โทรคมนาคมระดับโลก จากอินเดีย เชื่อมโยงเคเบิลใยแก้ว เปิดตัวบริการใหม่Global Tier-1 IP POP and New IP-Services พร้อมบริการเสริมมั่นใจช่วยยกระดับความเร็วอินเทอร์เน็ตไทย ตั้งเป้าทำรายได้ 800 ล้านบาทปีนี้

นายสมชาย ตรีรัตนนุกูล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จัสเทล เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า จัสเทล เน็ทเวิร์ค ในเครือ จัสมินกรุ๊ป จับมือ บริษัท ทาทา คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด เปิดบริการ “Global Tier-1 IP POP and New IP-Services ซึ่งเป็นบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ พร้อมบริการเสริมใหม่ๆ อาทิ Content Delivery Network (CDN) หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เชื่อมต่ออยู่บนโครงข่ายอินเทอร์เน็ต Global Tier-1 POP ของทาทา เพื่อให้บริการ เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายดิจิตอลคอนเทนต์ ซึ่งได้แก่ วิดีโอ รูปภาพ เพลง เกมส์ และ mDDoS เป็นบริการบริหารจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยความร่วมมือครั้งนี้ จัสเทลจะเชื่อมต่อเคเบิลใยแก้วของ ทาทา ที่มีกระจายอยู่ จำนวน 400 จุดกว่า 200 ประเทศ ส่งผลให้มีความสามารถในการส่งข้อมูลเรียลไทม์ทำให้การรับส่งข้อมูลเร็วขึ้น และอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้อินเทอร์เน็ตประเทศไทยมีความเร็วเพิ่มขึ้นและราคาถูกลง

“การเปิดตัว Global Tier-1 IP Service และบริการเสริมต่างๆ โดยความร่วมมือของ ทาทานับเป็นการพัฒนาบริการสื่อสารระหว่างประเทศ และยกระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยให้เทียบเท่าระดับสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นจุดศูนย์กลางด้านไอซีที หรือ ICT HUB”

นายสมชาย กล่าวว่าความร่วมมือกับทาทา จะทำให้ตลาดอินเทอร์เน็ตในไทยก้าวหน้าขึ้นโดยการร่วมมือครั้งนี้ จัสเทลใช้งบประมาณลงทุน 20 ล้านบาทเพื่อที่จะพัฒนาระบบโครงข่ายที่มีอยู่เดิม นำมาปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 700-800 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีรายได้ 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปัจจุบันไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วเพียงแค่ 3-8 เมกกะบิตขณะที่ ประเทศสิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ใช้บรอดแบรนด์อยู่ที่ 1 กิกะบิตแล้ว ทั้งนี้ภาพรวมการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 50 กิกะบิตและคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 40 กิกะบิต ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้น 10 กิกะบิตจะเป็นส่วนแบ่งของจัสเทล

ด้านนายไบรอน เจ. คลัทเทอร์บัคก์ Senior Vice President Global Transmission Service บริษัท ทาทา เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตค่อนข้างมาก และกำลังมีการเปิดเสรีด้านโทรคมนาคม ทาทา จึงต้องการเข้ามาเปิดให้บริการ โดยเลือก จัสเทล เป็นพันธมิตรธุรกิจ และได้จับมือร่วมกันเปิดบริการใหม่ให้แก่ประเทศไทย เพราะเชื่อในศักยภาพด้านโครงข่าย เกตเวย์ต่างประเทศ และศูนย์บริการ Co-Location and Data Center

นอกจากนี้ ยังมีบริการ Tier-1 IP Network ซึ่งเป็นเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำขนาดใหญ่ และทันสมัยที่เชื่อมต่อ 400 จุดในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก และยังมีศูนย์ข้อมูลหลักบนพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางฟุต และศูนย์ข้อมูลย่อยอีกหลายแห่ง ที่เชื่อมต่อการให้บริการอย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ดี สำหรับทาทาในปีนี้วางงบประมาณลงทุนราว 2,000 ล้านเหรียญ และมีแผนลงทุนขยายเคเบิลใยแก้วเส้นทางสิงคโปร์ไปประเทศจีน จำนวน 250 ล้านเหรียญ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตในประเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม

                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
แอคเซลเล้นซ์สลัดภาพมือขวาอาโทสออริจิน
แอคเซลเล้นซ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังเทกโอเวอร์อาโทส ออริจิน ประเทศไทย สลัดภาพการเป็นมือขวายักษ์ไอที ก้าวสู่การเป็นสิงโตเต็มวัย เพื่อเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สายเลือดไทย รุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ บน 3 กลยุทธ์หลัก สร้างฐานธุรกิจให้แกร่งเพื่อปูทางเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

นายสตีเว่น กัลยาณมิตร กรรมการบริหาร บริษัท แอคเซลเล้นซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แอคเซลเล้นซ์ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังซื้อหุ้นฝ่ายบริหารจากบริษัท อาโทส ออริจิน (ประเทศไทย) เพื่อก้าวสู่ศักราชใหม่ของการผนึกกำลังและการขยายขอบข่ายบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้ครอบคลุมทั้งในและนอกประเทศ พร้อมกันนี้ แอคเซลเล้นซ์ได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 50 ล้านบาท เป็น 252 ล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพนักงานว่าการดำเนินงานจะต้องประสบความสำเร็จ

“เมื่อเราเทกโอเวอร์มาแล้วคงไม่อยู่ที่เดิม วิชั่นของเราคือภายใน 5 จะต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”

ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจจะโฟกัส 3 เรื่องหลักคือ 1.บริษัทจะต้องมีอัตราการโตทุกปี 2.เรื่องการควบรวมกิจการ หรือเอ็มแอนด์เอ เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มหรือแวลูให้กับลูค้า หลังมีบริษัท ดีซิชั่น โซลูชั่นส์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบ EXR Executive War Room ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการธุรกิจขอตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.ช่วยลูกค้าลดต้นทุนในการดำเนินกิจการ

“ในวิกฤตอย่างนี้อาจจะมองว่าเราจะโตได้อย่างไร ซึ่งเรามีแผนจะเพิ่มบุคลกรอีกประมาณ 40 คน เพราะยังมีโอกาสในวิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ท่จะต้องลงทุนในเรื่องของไอที นอกจากนี้ การให้บริการของเราก็ไม่ใช่แค่ในประเทศ”

สำหรับแอคเซลเล้นซ์ยังคงดำเนินงานด้วยคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ของอาโทส เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังเป็นการสลัดภาพการเป็นมือขวาของอาโทสในประเทศไทย และก้าวสู่การเป็นโตเต็มวัย ที่พร้อมลุยตลาดเต็มที่ภายใต้สายเลือดคนไทย ขณะเดียวกันก็มีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่างซิสโก้

“เราเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ พาร์ตเนอร์ในไทยให้เขามา 3 ปี แต่จากนี้ไปอาโทสจะเป็นแค่พาร์ตเนอร์หนึ่งของเรา โดยเขาจะเป็นพาร์ตเนอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับเรา แต่เราไม่ได้เอ็กซ์คลูซีฟกับเขาในการทำตลาดทั้งในและนอกประเทศ การที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการสร้างแวลูให้ลูกค้าได้ และเป็นการสร้างพื้นฐานธุรกิจให้แข็งแรง ไม่ได้หวังว่าจะโตเท่านั้นเท่านี้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ต้องขับเคลื่อนธุรกิจให้โตเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้”

ปัจจุบันลูกค้าของแอคเซลเล้นซ์มีทั้งธุรกิจโทรคมนาคม, ธุรกิจการดำเนินงาน, ธุรกิจการเงิน อย่างธนาคาร 90% ใช้ระบบเปย์เมนต์ของแอคเซลเล้นซ์, ธุรกิจบริการ, ธุรกิจบริการมวลชน และธุรกิจสินค้าอุปโภค/สินค้าปลีก

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่แอคเซลเล้นซ์จะโฟกัสในปีนี้จะมี 4 กลุ่มหลักคือ 1.ธุรกิจการเงิน 2.องค์กรขนาดใหญ่ 3.ภาคราชการ 4.โทรคมนาคม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
"คอมมาร์ต" ทะลุ 3 พันล้าน ดัชนีไอทีปี"52...ยังมีโอกาส
นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.ฯ กล่าวว่า มีเม็ดเงินซื้อขาย 3,020 ล้านบาท โน้ตบุ๊กมาเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 2,030 ล้านบาท หรือ 72,500 เครื่อง ขณะที่คอมมาร์ตเมื่อต้นปีที่แล้ว ยอดขายโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 60,000 เครื่องเท่านั้น จากที่แบรนด์ต่างๆ มีโปรโมชั่นน่าสนใจ ถูกสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะโน้ตบุ๊ก ที่เริ่มต้นเพียงหมื่นต้นๆ ส่งผลให้ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าของราคากับการใช้งาน แต่ในส่วนเน็ตบุ๊กยอดขายไม่หวือหวาเหมือนปีที่ผ่านมา

โดยโน้ตบุ๊กที่ขายดีอันดับ 1 ยังเป็นเอเซอร์ ตามด้วยเอชพีและโตชิบา ที่เป็นครั้งแรกที่มีโน้ตบุ๊ก 15,900 บาทมาทำตลาด

"ภาพรวมงานคอมมาร์ตต้นปีนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการใช้งานไอทีในตลาดที่ยังมีอยู่มาก ปีนี้จะโตได้ถึง 8% แม้เศรษฐกิจชะลอตัว"

สำหรับปีนี้เอ.อาร์ฯมีแผนจัดงาน 5 ครั้ง งานต่อไปคือคอมมาร์ตอีสาน ไทยแลนด์ 14-16 มิ.ย. ที่ ม.ขอนแก่น ต่อด้วยคอมมาร์ตเอ็กซ์-เจนไทยแลนด์ 2-5 ก.ค. ที่ศูนย์สิริกิติ์ ตามด้วยคอมมาร์ตบูรพา ที่ ม.บูรพา 3-6 ก.ย. ปิดท้ายด้วยคอมมาร์ตคอมเทคไทยแลนด์ ที่ศูนย์สิริกิติ์ 5-8 พ.ย.

"นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ยอดขายในเชิงยูนิตโตเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับคอมมาร์ตช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะราคาโน้ตบุ๊กเฉลี่ยต่อเครื่องตกต่ำสุดเหลือเพียง 1.3-1.5 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับคอมมาร์ตเมื่อต้นปี"51 พบว่ายอดขายลดลงถึง 20%

โดยครั้งนี้เอเซอร์มียอดขายเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กรวมกัน 1.5 หมื่นเครื่อง โดยราคาเฉลี่ยสินค้าที่ขายดีอยู่ที่ราคา 2-2.5 หมื่นบาท คิดเป็น 60% ของยอดขายทั้งหมด รองลงมาคือราคาต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ประมาณ 15%

สำหรับยอดขายเน็ตบุ๊กภายในงานลดลง 15% เทียบกับคอมมาร์ตปลายปีที่ผ่านมา เพราะราคาโน‰ตบุ๊กที่ถูกลงทำให้คอนซูเมอร์หันมาซื้อโน้ตบุ๊กแทน และโพซิชันนิ่งเน็ตบุ๊กเจาะกลุ่มผู้ต้องการพกพาเป็นเครื่องที่ 2 ที่ไม่เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจที่คนต้องการประหยัด ทั้งนี้ ผลลัพธ์จากงานคอมมาร์ตคาดว่าเอเซอร์จะมียอดขายในไตรมาส 1 โตขึ้น 10% เป็นสัญญาณที่ดีในไตรมาสต่อๆ ไปว่าดีมานด์ในตลาดไอทียังมีอยู่ แตˆพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องการซื้อสินค้าราคาแพงก็หันมาเลือกรุ่นโลว์เอนด์มากขึ้น
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อดีตมือบริหารกูเกิลขึ้นแท่นซีอีโอ AOL
ผู้บริหารอดีตลูกหม้อกูเกิล (Google) กำลังจะขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่ของเอโอแอล (AOL) ธุรกิจออนไลน์ในเครือสื่อยักษ์ใหญ่ไทม์วอเนอร์ (Time Warner) นักวิเคราะห์มอง AOL กำลังจะถูกอาบน้ำแต่งตัวให้ดูดีเพื่อเตรียมแยกตัวออกจากไทม์วอเนอร์ไปตั้งเป็นบริษัทใหม่

ทิม อาร์มสตรอง (Tim Armstrong) อดีตรองประธานอาวุโสกูเกิล และประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจโฆษณาออนไลน์ภาคพื้นอเมริกาใต้และเหนือวัย 38 ปี กำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริษัทต่อจากซีอีโอเอโอแอลคนปัจจุบัน แรนดี้ ฟาลโค (Randy Falco) ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2006 โดยฟาลโคพร้อมรอน แกรนท์ (Ron Grant) ประธานเอโอแอลและประธานฝ่ายปฏิบัติการได้ยื่นใบลาออกจากเอโอแอลแล้วในขณะนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเอโอแอลนั้นทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการ spin-off หรือการแยกเอโอแอลออกไปเป็นบริษัทใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งซีอีโอไทม์วอเนอร์นามเจฟฟ์ บิวเคส (Jeff Bewkes) นั้นยอมรับมาตลอดว่าเขายินดีเปิดรับการเจรจาเพื่อควบรวมหรือขายเอโอแอลตลอดเวลา และในแถลงการณ์ บิวเคสเชื่อว่าอาร์มสตรองจะช่วยวางโครงสร้างที่ดีขึ้นให้กับเอโอแอลได้

ดีกรีความเป็นอดีตผู้บริการฝีมือดีของกูเกิลทำให้อาร์มสตรองรับภาระความคาดหวังจากทุกฝ่าย โดยอาร์มสตรองนั้นร่วมงานกับกูเกิลมานาน 8 ปีครึ่ง ผลงานสำคัญคือการเป็นทีมงานรุ่นบุกเบิกในการสร้างสาขาให้กูเกิลนอกสาขาใหญ่ที่เมาเทนวิว อาร์มสตรองคนนี้เองที่เป็นผู้ดูแลการเริ่มต้นสำนักงานกูเกิลในนิวยอร์ก

นักวิเคราะห์ในตลาดเชื่อว่าการมาของอาร์มสตรองจะทำให้นักลงทุนมีทัศนคติด้านบวก โดยที่ผ่านมา หลังจากบิวเคสและฟาลโคแบ่งเอโอแอลออกเป็นสองส่วนหลัก ส่วนหนึ่งรับผิดชอบธุรกิจโฆษณาและผู้อ่านเว็บ อีกส่วนดูแลธุรกิจให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แต่ล่าสุดเอโอแอลกลับมีรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ลดลงตามจำนวนสมาชิกใช้งาน จนทำให้บริษัทประกาศตัวเลขรายได้ลดลง 23% เหลือ 968 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสสี่ของปีที่ผ่านมา

ต้องรอดูต่อไปว่าอาร์มสตรองจะสามารถกู้วิกฤตให้เอโอแอลได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆคืออาร์มสตรองเป็นหนึ่งในผู้บริหารกูเกิลหลายคนที่ลาออกเพื่อไปดูแลธุรกิจออนไลน์รายใหญ่แห่งอื่น เช่นอดีตประธานฝ่ายขายอาวุโสของกูเกิลนาม Sheryl Sandberg ก็ลาออกจากกูเกิลไปนั่งเก้าอี้ประธานฝ่ายปฏิบัติการของเฟซบุ้ก (Facebook) และที่คาดว่าจะลาจากกูเกิลไปอีกรายคือมาริสสา เมเยอร์ (Marissa Meyer) ผู้บริหารกูเกิลอีกรายที่รับผิดชอบธุรกิจสืบค้นข้อมูลของกูเกิล

                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ปิดฉากคอมมาร์ตฯ 09 ดันตลาดไอทีต้นปี 52 กลับมาคึกคัก
นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน “คอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2009” ที่จัดระว่างวันที่ 19-22 มี.ค.2552 ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สร้างเม็ดเงินสะพัดตลอดงานทั้ง 4 วันประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท ส่วนยอดผู้เข้าชมงานมีเกิน 1 ล้านราย เนื่องจากพันธมิตรผู้ค้าไอทีแบรนด์ต่างๆ ใช้กลยุทธ์จัดโปรโมชั่นสินค้าราคาน่าสนใจ และถูกเป็นประวัติการณ์ โดยภาพรวมงาน คอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2009 ต้นปีนี้ ชี้ให้เห็นถึงความต้องการใช้งานไอทีในตลาดที่ยังมีอยู่มาก และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ย 8%เนื่องจากไอทีมีความจำเป็นต่อภาพรวมของธุรกิจ ทั้งในการใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และลดต้นทุน

ผจก.ทั่วไป บ.เอ.อาร์ฯ กล่าวต่อว่า แม้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไอทียังเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการดำเนินธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้ และผู้ใช้ทั่วไปจำเป็นต้องใช้ไอทีในการเพิ่มความสะดวกสบาย และตอบสนองไลฟ์สไตล์ อาทิ ดูหนัง ฟังเพลง และใช้งานส่วนบุคคล เป็นต้น จุดที่น่าสนใจในงานครั้งนี้ คือ โน้ตบุ๊คที่ราคาเริ่มต้นเพียง 14,900 บาท ส่งผลให้เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าของราคากับการใช้งานแล้ว ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และส่งผลให้ยอดขายโน้ตบุ๊ครวมทั้งงานอยู่ที่ประมาณ 72,500 เครื่อง หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,030 ล้านบาท เทียบกับงานคอมมาร์ต ไทยแลนด์ 2008 ครั้งที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 67,900 เครื่อง ส่วนเน็ตบุ๊คไม่ได้หวือหวาเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะราคาโน้ตบุ๊คขยับลงมาใกล้เคียงกัน

นายปฐม กล่าวอีกว่า นอกจากโน้ตบุ๊คขายดีแล้ว จอแอลซีดีมอนิเตอร์ก็ขายดีเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดจำหน่าย 48,000 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 192 ล้านบาท แต่มูลค่าลดลง เมื่อเทียบกับงานคอมมาร์ตฯ เมื่อปี 2551 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 3 คือ แอลซีดีทีวี ที่กระโดดขึ้นมาจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว ด้วยยอดขายรวมครั้งนี้ 6,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่า 180 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีมูลค่าการขายในงาน 119 ล้านบาท อันดับที่ 4 คือ กล้องดิจิตอล ที่ทำยอดขายถึง 12,000 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 144 ล้านบาทรับกับกระแสการท่องเที่ยวที่หลายฝ่ายพยายามผลักดัน และราคากล้องดิจิตอลที่ลดลงมาต่อเนื่อง เทียบกับเมื่องานปีที่ผ่านมามียอดขายเพียง 5,400 ตัว แต่มีมูลค่าถึง 282 ล้านบาท


ผจก.ทั่วไป บ.เอ.อาร์ฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับอันดับแบรนด์โน้ตบุ๊คที่ขายดีในงานคอมมาร์ตฯ ครั้งนี้ เมื่อเรียงอันดับตั้งแต่ 1 ถึง 5 ได้แก่ เอเซอร์ เอชพี โตชิบา อัสซุส และเลอโนโว ตามลำดับ แต่ที่น่าสนใจ คือ การเข้ามาทำตลาดคอนซูเมอร์แบบเต็มตัวของเดลล์ ที่ได้ยอดขายจากงานนี้ไปมากเช่นกัน โดยปัจจัยที่ทำให้ยอดขายรวมในงานยังคงเท่ากับคอมมาร์ตฯ ครั้งที่ผ่านมา คือ การที่ผู้ผลิตทุกค่ายพร้อมใจกันทำโปรโมชัน ช่วยดึงคน เนื่องจากตลาดไอทีส่วนที่เป็นคอนซูมเมอร์ ยังมีความสำคัญ ส่วนภาครัฐจะเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ช่วงเวลาครึ่งปีแรกทุกค่ายต้องขายให้ได้มากที่สุด และเพื่อเป็นการรักษากระแสของงานคอมมาร์ต ที่เตรียมงานกับค่ายไอทีพันธมิตรเพื่อจัดโปรโมชันราคาคอมมาร์ตในช่องทางปกติ หลังจากจัดงานครั้งนี้ด้วย

                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เป็นอะไรมากกว่าที่คิด
ทุกวันนี้หากกล่าวถึงระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เราจะนึกภาพแรกสุดเป็นคนๆ หนึ่ง นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์พร้อมเว็บแคม พูดคุยสนทนาถกประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับงาน ขณะที่ภาพในมอนิเตอร์คือคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่อีกฟากของการเชื่อมต่อ
เพียงแต่สิ่งที่เรานึกภาพมานั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกโดยผิวเผินของระบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เท่านั้น

ทุกวันนี้มีโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อยู่มากมาย ตั้งแต่ระบบง่ายๆ ที่คนอาจมองข้ามไปว่าจริงๆ แล้วมันคือรูปแบบหนึ่งของวีดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างแคมฟร็อก หรือ Skype และ MSN Live ไปจนถึงระบบโซลูชั่นใหญ่ๆ จากบริษัทไอทีชั้นนำ อาทิ Microsoft Round Table

ปัจจุบันตลาดของวีดีโอคอนเฟอเรนซ์จะมีญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ซึ่งมีทั้งยี่ห้อที่อยู่ในระดับกลางและไฮเอนด์ ในส่วนของตลาดไฮเอนด์นั้นจากที่เราดูจะเห็นว่าเป็นพวกยักษ์ใหญ่และบริษัทข้ามชาติเสียมากกว่า ของเราจะอยู่ในตลาดระดับกลาง แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือเรามีตลาดเฉพาะกลุ่มแยกต่างหากอยู่อีกตลาดหนึ่งที่เราสามารถเข้าถึงได้ นั่นคือกลุ่มลูกค้าที่ต้องการติดตั้งระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ติดขัดด้านงบประมาณ ตลาดด้านนี้จะมีขนาดที่ใหญ่มากซึ่งเราอาศัยกลยุทธ์ในการเข้าทางช่องว่างที่เกิดจากระยะห่างของตลาดทั่วไปกับตลาดนี้ โดยเน้นที่เรื่องของความคุ้มค่าในการลงทุนเป็นหลัก แต่ในส่วนของตลาดไฮเอนด์นั้นเราจะแทรกตัวได้ค่อนข้างลำบากเพราะตลาดระดับนี้จะติดภาพของสินค้าจากฝั่งยุโรป และอเมริกามากกว่า

ทำให้เราได้รับทราบถึงข้อมูลอันเป็นประโยชน์ในส่วนของวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่ปกติเราก็ได้ยินกันออกบ่อยครั้ง และเชื่อว่าในอนาคตที่โซลูชั่นของการทำงานเป็นแบบ Work at Home จะมีจำนวนมากขึ้น วีดีโอคอนเฟอเรนซ์จะเป็นเทคโนโลยีหัวใจหลักของการทำโซลูชั่นในลักษณะนี้ เพียงแต่ปัจจัยสำคัญข้อเดียวที่เรายังพบว่าเป็นปัญหาค่อนข้างมากคือ เรื่องของระบบบรอดแบนด์ที่ยังไม่คงเส้นคงวา และต้องรอดูกันต่อไปว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร


                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กูเกิลเลิกแชร์ไฟล์อัตโนมัติใน Google Docs
กูเกิล (Google) ยอมรับว่า การแชร์ไฟล์อัตโนมัติในบริการเอกสารออนไลน์กูเกิลด็อคส์ (Google Docs) ของค่าย มีปัญหาทำให้ไฟล์ซึ่งผู้ใช้ต้องการเก็บไว้บนอินเทอร์เน็ตแบบส่วนตัวถูกแชร์หรือเปิดเผยต่อผู้ใช้รายอื่นโดยไม่รู้ตัว กูเกิลยืนยันว่าได้แก้ปัญหานี้แล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการยกเลิกความสามารถในการแชร์ไฟล์อัตโนมัติทิ้งไป

ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กูเกิลด็อคส์ เจนนิเฟอร์ แมสซอน (Jennifer Mazzon) ชี้แจงในเว็บไซต์กูเกิลว่า ขออภัยกับความผิดพลาดของระบบที่ทำให้ไฟล์เอกสารถูกเปิดเผยโดยผู้บริโภคบางรายไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งค่าแชร์ไฟล์เอกสารออนไลน์หลายชิ้นเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มสามารถเข้ามาเปิดอ่านและแก้ไขร่วมกันได้แม้จะอยู่คนละประเทศ ซึ่งอาจให้สิทธิ์อนุญาตใช้งานไฟล์ร่วมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

จุดนี้กูเกิลจึงได้แก้ปัญหาด้วยการยกเลิกการแชร์ไฟล์อัตโนมัติที่ตรวจจับได้ว่า อาจเข้าข่ายถูกแชร์ไฟล์โดยไม่ตั้งใจ และจะส่งอีเมลมายังผู้สร้างเอกสารเพื่อแจ้งข้อมูล ซึ่งผู้ใช้สามารถยืนยันการให้สิทธิ์ใช้งานไฟล์ออนไลน์ได้อีกครั้ง

แมสซอนบอกว่ากูเกิลจะระวังไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะนี้ขึ้นอีก ซึ่งมีผลกระทบกับไฟล์จำนวน 0.05 เปอร์เซ็นต์ของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดที่กูเกิลด็อคส์ให้บริการอยู่เท่านั้น ถือเป็นบทเรียนเตือนผู้ให้บริการเก็บไฟล์เอกสารออนไลน์เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งอย่างดี ว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเข้าถึงเอกสารให้มาก
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เอชพีชูบริการใหม่“มิสชันซริทิคัลเซอร์วิส” ทางเลือกราคา-แพกเกจยุคเศรษฐกิจผันผวน
เอชพีเปิดตัวการบริการ Mission Critical Services ทางเลือกที่หลากหลายในด้านราคาและแพกเกจ ช่วยลูกค้าลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการเกิดดาวน์ไทม์ในระบบโครงสร้างพื้นฐาน

นายเฉลิมชัย เกียรติโอภาส ผู้จัดการฝ่าย Technology Services กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โซลูชันส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอชพี กล่าวว่า เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถรักษาสภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานและปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น เอชพีจึงนำเสนอแนวทางใหม่ที่นำไปสู่หลากหลายวิธีในการประเมิน , ความพร้อมใช้ , ประสิทธิภาพในการทำงาน

บริการ HP Proactive Select ช่วยลูกค้าให้สามารถซื้อเครดิตเพื่อเลือกการบริการทางเทคโนโลยีที่มีมากกว่า 85 ประเภทครอบคลุมสำหรับเทคโนโลยีเบลด เวอร์ช่วลไลเซชัน ระบบเครือข่าย การรักษาความปลอดภัย ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ได้อีกด้วยช่วยให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญของเอชพีได้เมื่อมีความต้องการสำหรับโครงการด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการเกิดดาวน์ไทม์ของแอปพลิเคชันที่สำคัญต่อพันธกิจขององค์กร ทั้งนี้ การบริการ HP Proactive Select ยังมอบทรัพยากรที่ยืดหยุ่นสำหรับการปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการ ในขณะที่ธุรกิจต้องการการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ เอชพียังขยายการบริการ HP Critical Services และ HP Proactive 24 Services ด้วย ทางเลือกใหม่ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการ และการบริการที่เป็นแบบ Proactive รวมถึงทางเลือกด้านราคาสำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่มีราคาย่อมเยา บริการนี้สามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพให้แก่สภาพแวดล้อมทางไอทีที่มีความซับซ้อนและยังช่วยให้ลูกค้าสร้างโครงการต่างๆ เช่น การควบรวมด้วยการใช้เทคโนโลยีเบลด หรือการทำเวอร์ชวลไลเซชันได้อย่างประสบความสำเร็จ เนื่องจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีจึงสามารถปฏิบัติงานได้ในระดับที่ดีมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ

“ด้วยราคาและแพกเกจที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทำให้ลูกค้าจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการบริการแบบ Proactive ของเอชพี เพื่อช่วยให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสามารถทำงานตลอดเวลา หรือ always on ได้”

จากแนวทางที่กำหนดให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ บริการ HP Proactive Select จะมอบความยืดหยุ่นในการเลือกการบริการที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยธุรกิจลดค่าใช้จ่าย ในขณะที่สามารถนำเสนอการบริการที่ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกของการบริการที่สำเร็จรูป การบริการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความว่องไวและยืดหยุ่น

การบริการนี้จะมีผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าของเอชพีทำหน้าที่ช่วยเหลือในขอบข่ายการบริการที่ลูกค้าได้เลือกไว้ โดยช่วยดูแลโครงการ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรดำเนินงานต่อไป การตรวจสอบการดำเนินการบริการนี้จะช่วยประกันความสำเร็จของการปฏิบัติงานและคุณค่าทางธุรกิจ รวมถึงสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ในระดับสูง

บริการ HP Proactive Select ยังช่วยยกระดับกระบวนการจัดซื้อของลูกค้า โดยสามารถซื้อเครดิตด้านการบริการเพียงอย่างเดียว หรือซื้อพร้อมกับฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ ด้วยการอนุมัติและรอบการซื้อเพียงครั้งเดียวสำหรับการบริการที่จะได้รับตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปจนถึง 5 ปี ลูกค้าสามารถเพิ่มเครดิตหรือเปลี่ยนแปลงการบริการได้ตลอดเวลา
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
test ระบบค่ะ
บ. ดิจิตอล โฟกัส จำกัด ทำการ test ระบบข่าวสารค่ะ
                 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -